top of page

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ที่คุณไม่รู้มาก่อน❗


ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ที่คุณไม่รู้มาก่อน❗  คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจยากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว  จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับระบบทั้ง 11 ของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งถึงในปัจจุบันนี้กันดังนี้  📍องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่  1. ระบบหุ่นยนต์ หรือแขนกล (Robotics or Robotarmystem) หุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่ต้องการความเร็ว หรือเสี่ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรือหุ่นยนต์กู้ระเบิด เป็นต้น  2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System)  การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสังเคราะห์เสียงที่มีอยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ เช่น เครื่องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรือนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็นต้น          3. การรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition System)  การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำคำพูดของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือเป็นการพัฒนาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสำหรับผู้พิการ เป็นต้น  4. ระบบผการพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์ มีความรู้ รู้จักใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่มี หรือจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ไขปัญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูล (Database) ซึ่งมนุษย์ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู้นั้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ทำนายโชคชะตา เป็นต้น   📍ระบบคอมพิวเตอร์ 1. Multitasking ระบบแบ่งเวลา หรือ Time – sharing เป็นระบบที่พัฒนามาเพื่อขยายการทำงานของระบบ multiprogramming ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสลับงานของผู้ใช้หลายๆ คนเข้าสู่ CPU ด้วยความเร็วสูง จนทำให้ผู้ที่กำลังใช้อยู่รู้สึกได้ว่าเหมือนใช้ CPU อยู่คนเดียวนั่นเอง  2. Real – time system ระบบเรียลไทม์นี้มีประโยชน์กับระบบปฏิบัติการที่ต้องการใช้เวลาจริงๆ เช่น ระบบเช็นเซอร์ที่ใช้ส่งให้กับคอมพิวเตอร์ในการทำงานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นการใช้งานในระบบของทางการแพทย์ การควบคุมการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือการใช้งานในระบบยานยนต์เกี่ยวกับระบบหัวฉีดต่างๆ ครอบคลุมไปถึงระบบการยิง ระบบแขนกลพร้อมทั้งเครื่องใช้ในครัวเรือน ซึ่งระบบนี้จะมีการทำงานอยู่ 2 ระบบ โดยทางระบบจะถูกโปรแกรมเอาไว้ว่าต้องใช้งานระบบไหนก่อน  3. Personal Computer System หรือเรียกง่ายๆ ว่าระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หลังจากเป็นยุคที่ต้องผ่านการพัฒนาในเรื่องของระบบการปฏิบัติการต่างๆ คอมพิวเตอร์ก็ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอีกหนึ่งบทบาทนั่นก็คือการใช้งานภายในบ้าน เพราะคอมพิวเตอร์โดยส่วนมากจะต้องใช้ในเรื่องของการทำธุรกิจ และหากใครต้องมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องนั้นก็ต้องใช้เงินค่อนข้างมากเลยทีเดียว แต่เมื่อมีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในเรื่องของอุปกรณ์ที่มีการแข่งขันกันอย่างมากในแวดวงของคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และคอมพิวเตอร์ในระบบนี้ไม่ได้มีแค่เครื่อง PC ที่ต้องตั้งอยู่กับที่เท่านั้น เหล่านักพัฒนาก็ได้ทำการให้คอมพิวเตอร์สามารถพกพาไปทำงานที่อื่นได้จนเกิดมาเป็นคอมพิวเตอร์วางตัก หรือ Notebook นั่นเอง จวบจนกระทั่งพัฒนามาจนเป็นระบบที่สามารถใช้งานกับมือถือได้ ทำให้มือถือกลายเป็นเสมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง — หากคุณกำลังมองหา บริษัทรับดูแลระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบริษัท องค์กร สามารถติดต่อ วันบีลีฟจำกัดได้เลย  4. Virtual machine ระบบแบบนี้หากพูดขึ้นมาลอยๆ อาจมีคนไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักค่อนข้างมาก แต่หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นนั่นเอง ซึ่งจะเป็นการใช้เทคโนโลยี Virtual machine เข้ามามีบทบาทในการทำงาน  5. Multiprocessor system Multiprocessing เป็นการทำงานโดยการใช้ CPU ไม่น้อยกว่าหนึ่งตัวเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือกันจะได้ทำให้คอมพิวเตอร์นั้นสามารถรับคำสั่งได้ครั้งละหลายคำสั่งในขณะที่ใช้งานอยู่ และหากเกิดการเสียของ CPU ก็ยังมีการทำงานแทนกันจาก CPU ตัวอื่นได้อยู่ โดยจะใช้หน่วยในการประมวลผลมากกว่าหนึ่งเครื่องนั่นเอง  6. Distributed system หรือระบบกระจาย หากบอกว่าระบบกระจายอาจจะงงกันได้แต่หากบอกว่าเป็นระบบเครือข่ายหลายๆ คนคงเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น โดยระบบที่หลายๆ คนรู้จักเป็นอย่างดีนั่นก็คือ Windows linux unix mac ทุกคนคงจะรู้จักระบบเหล่านี้กันเป็นอย่างดีเพราะได้มีการใช้จริงและใช้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว  7. Non operating system หรือระบบการทำงานแบบยังไม่มีระบบปฏิบัติการ ในยุคแรกของการผลิตคอมพิวเตอร์นั้นยังไม่ได้มีการพัฒนาให้เป็นระบบเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะเหมือนกล่องเปล่าๆ ที่ไม่มีอะไรเลย หากต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีคนคอยเขียนโปรแกรมสั่งงานและต้องมีการตรวจสอบพร้อมกับป้อนข้อมูลไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นเพียงอุปกรณ์อย่างหนึ่งไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ จึงทำให้การใช้งานจะอยู่กันในวงแคบๆ เท่านั้น  8. Batch system ระบบงานแบบแบ็ตซ์ หลังจากยุคของการป้อนคำสั่ง ระบบนี้จะเป็นการสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเดิม แต่การทำงานของระบบนั้นก็ไม่สามารถทำงานได้มาก เพราะระบบจะสามารถทำได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ในการรวบรวมงานจะต้องเป็นคนที่รับงานจากนักพัฒนาโปรแกรม เพื่อที่จะทำการจัดระเบียบให้กับการใช้คำสั่งในคอมพิวเตอร์โดยจะทำการคัดแยกงานที่มีความคล้ายคลึงกัน ให้จัดเรียงไปตามความสำคัญและต้องเรียงให้ถูกต้องตามลักษณะของโปรแกรมอีกด้วย เมื่อทำการจัดกลุ่มจนเสร็จจึงค่อยส่งให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล  9. Bufferin system ระบบนี้มีการเพิ่มความสามารถของระบบให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น โดยสามารถรับและส่งข้อมูลได้พร้อมกัน หลังจากที่การทำงานของคอมพิวเตอร์ในยุคก่อนหน้านี้จะเป็นการรับข้อมูลในทางเดียว ทำให้นักพัฒนาสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บข้อมูลเข้าหน่วยความจำผิดจากยุคก่อนที่จะเป็นการส่งคำสั่งโดยตรงไปที่ CPU เลย ซึ่งจะทำให้เวลาที่ต้องทำการประมวลผลต่างๆ จะสามารถทำได้ทันทีและยังสามารถโหลดข้อมูลเข้าไปแทนที่ได้ในทันทีไม่ต้องรออีกด้วย  10. Spooling ด้วย multiprogramming พื้นฐาน จึงทำให้ CPU ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะจะเป็นตัวกลางที่ทำให้สามารถทำงานได้พร้อมๆ กันทั้งสองงาน หนึ่งคือการประมวนผลซึ่งอยู่ในส่วนของ CPU และสองนั่นคือการรับส่งพร้อมแสดงผลข้อมูลนั่นเอง   11. Multiprogramming เป็นระบบที่ทำให้การใช้งานของ CPU ได้ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ด้วยการทำงานของระบบที่จะทำการโหลดข้อมูลไปไว้ที่หน่วยความจำหลักเสียก่อน และทำหน้าที่ประมวลผลในทันที ซึ่งระบบจะทำการเลือกงานเข้าไปประมวลผลได้เองโดยที่ไม่ต้องมานั่งใส่ข้อมูลให้เหนื่อย  ----------------------------------------------------------------------------------- สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด  | รับสร้างแบรนด์  | รับทำการตลาดออนไลน์  | รับทำแผนการตลาดออนไลน์  | รับสร้างแบรนด์  | รับดูแล Facebook แฟนเพจ  | รับดูแล LINE OA    สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง   รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์ >> https://www.chatstickmarket.com/langran  ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้ >>https://www.chatstickmarket.com/portfolio  ------------------------------------------------------------------------------------  💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙 📱Tel : 0840104252 📱0947805680 สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์) 📨 Inbox : http://m.me/ChatStick.TH  ┏━━━━━━━━━┓ 📲 LINE: @chatstick ┗━━━━━━━━━┛ หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM  🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran  🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ที่คุณไม่รู้มาก่อน❗


คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจยากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว


จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับระบบทั้ง 11 ของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งถึงในปัจจุบันนี้กันดังนี้


📍องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์

ประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่


1. ระบบหุ่นยนต์ หรือแขนกล (Robotics or Robotarmystem)

หุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่ต้องการความเร็ว หรือเสี่ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรือหุ่นยนต์กู้ระเบิด เป็นต้น


2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System)

การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสังเคราะห์เสียงที่มีอยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ เช่น เครื่องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรือนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็นต้น

3. การรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition System)

การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำคำพูดของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือเป็นการพัฒนาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสำหรับผู้พิการ เป็นต้น


4. ระบบผการพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์

มีความรู้ รู้จักใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่มี หรือจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ไขปัญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูล (Database) ซึ่งมนุษย์ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู้นั้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ทำนายโชคชะตา เป็นต้น


📍ระบบคอมพิวเตอร์

1. Multitasking ระบบแบ่งเวลา หรือ Time – sharing

เป็นระบบที่พัฒนามาเพื่อขยายการทำงานของระบบ multiprogramming ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสลับงานของผู้ใช้หลายๆ คนเข้าสู่ CPU ด้วยความเร็วสูง จนทำให้ผู้ที่กำลังใช้อยู่รู้สึกได้ว่าเหมือนใช้ CPU อยู่คนเดียวนั่นเอง


2. Real – time system

ระบบเรียลไทม์นี้มีประโยชน์กับระบบปฏิบัติการที่ต้องการใช้เวลาจริงๆ เช่น ระบบเช็นเซอร์ที่ใช้ส่งให้กับคอมพิวเตอร์ในการทำงานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นการใช้งานในระบบของทางการแพทย์ การควบคุมการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือการใช้งานในระบบยานยนต์เกี่ยวกับระบบหัวฉีดต่างๆ ครอบคลุมไปถึงระบบการยิง ระบบแขนกลพร้อมทั้งเครื่องใช้ในครัวเรือน ซึ่งระบบนี้จะมีการทำงานอยู่ 2 ระบบ โดยทางระบบจะถูกโปรแกรมเอาไว้ว่าต้องใช้งานระบบไหนก่อน


3. Personal Computer System หรือเรียกง่ายๆ ว่าระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

หลังจากเป็นยุคที่ต้องผ่านการพัฒนาในเรื่องของระบบการปฏิบัติการต่างๆ คอมพิวเตอร์ก็ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอีกหนึ่งบทบาทนั่นก็คือการใช้งานภายในบ้าน เพราะคอมพิวเตอร์โดยส่วนมากจะต้องใช้ในเรื่องของการทำธุรกิจ และหากใครต้องมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องนั้นก็ต้องใช้เงินค่อนข้างมากเลยทีเดียว แต่เมื่อมีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในเรื่องของอุปกรณ์ที่มีการแข่งขันกันอย่างมากในแวดวงของคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และคอมพิวเตอร์ในระบบนี้ไม่ได้มีแค่เครื่อง PC ที่ต้องตั้งอยู่กับที่เท่านั้น เหล่านักพัฒนาก็ได้ทำการให้คอมพิวเตอร์สามารถพกพาไปทำงานที่อื่นได้จนเกิดมาเป็นคอมพิวเตอร์วางตัก หรือ Notebook นั่นเอง จวบจนกระทั่งพัฒนามาจนเป็นระบบที่สามารถใช้งานกับมือถือได้ ทำให้มือถือกลายเป็นเสมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง — หากคุณกำลังมองหา บริษัทรับดูแลระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบริษัท องค์กร สามารถติดต่อ วันบีลีฟจำกัดได้เลย


4. Virtual machine

ระบบแบบนี้หากพูดขึ้นมาลอยๆ อาจมีคนไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักค่อนข้างมาก แต่หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นนั่นเอง ซึ่งจะเป็นการใช้เทคโนโลยี Virtual machine เข้ามามีบทบาทในการทำงาน


5. Multiprocessor system

Multiprocessing เป็นการทำงานโดยการใช้ CPU ไม่น้อยกว่าหนึ่งตัวเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือกันจะได้ทำให้คอมพิวเตอร์นั้นสามารถรับคำสั่งได้ครั้งละหลายคำสั่งในขณะที่ใช้งานอยู่ และหากเกิดการเสียของ CPU ก็ยังมีการทำงานแทนกันจาก CPU ตัวอื่นได้อยู่ โดยจะใช้หน่วยในการประมวลผลมากกว่าหนึ่งเครื่องนั่นเอง


6. Distributed system หรือระบบกระจาย

หากบอกว่าระบบกระจายอาจจะงงกันได้แต่หากบอกว่าเป็นระบบเครือข่ายหลายๆ คนคงเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น โดยระบบที่หลายๆ คนรู้จักเป็นอย่างดีนั่นก็คือ Windows linux unix mac ทุกคนคงจะรู้จักระบบเหล่านี้กันเป็นอย่างดีเพราะได้มีการใช้จริงและใช้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว


7. Non operating system หรือระบบการทำงานแบบยังไม่มีระบบปฏิบัติการ

ในยุคแรกของการผลิตคอมพิวเตอร์นั้นยังไม่ได้มีการพัฒนาให้เป็นระบบเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะเหมือนกล่องเปล่าๆ ที่ไม่มีอะไรเลย หากต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีคนคอยเขียนโปรแกรมสั่งงานและต้องมีการตรวจสอบพร้อมกับป้อนข้อมูลไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นเพียงอุปกรณ์อย่างหนึ่งไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ จึงทำให้การใช้งานจะอยู่กันในวงแคบๆ เท่านั้น


8. Batch system ระบบงานแบบแบ็ตซ์

หลังจากยุคของการป้อนคำสั่ง ระบบนี้จะเป็นการสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเดิม แต่การทำงานของระบบนั้นก็ไม่สามารถทำงานได้มาก เพราะระบบจะสามารถทำได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ในการรวบรวมงานจะต้องเป็นคนที่รับงานจากนักพัฒนาโปรแกรม เพื่อที่จะทำการจัดระเบียบให้กับการใช้คำสั่งในคอมพิวเตอร์โดยจะทำการคัดแยกงานที่มีความคล้ายคลึงกัน ให้จัดเรียงไปตามความสำคัญและต้องเรียงให้ถูกต้องตามลักษณะของโปรแกรมอีกด้วย เมื่อทำการจัดกลุ่มจนเสร็จจึงค่อยส่งให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล


9. Bufferin system

ระบบนี้มีการเพิ่มความสามารถของระบบให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น โดยสามารถรับและส่งข้อมูลได้พร้อมกัน หลังจากที่การทำงานของคอมพิวเตอร์ในยุคก่อนหน้านี้จะเป็นการรับข้อมูลในทางเดียว ทำให้นักพัฒนาสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บข้อมูลเข้าหน่วยความจำผิดจากยุคก่อนที่จะเป็นการส่งคำสั่งโดยตรงไปที่ CPU เลย ซึ่งจะทำให้เวลาที่ต้องทำการประมวลผลต่างๆ จะสามารถทำได้ทันทีและยังสามารถโหลดข้อมูลเข้าไปแทนที่ได้ในทันทีไม่ต้องรออีกด้วย


10. Spooling

ด้วย multiprogramming พื้นฐาน จึงทำให้ CPU ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะจะเป็นตัวกลางที่ทำให้สามารถทำงานได้พร้อมๆ กันทั้งสองงาน หนึ่งคือการประมวนผลซึ่งอยู่ในส่วนของ CPU และสองนั่นคือการรับส่งพร้อมแสดงผลข้อมูลนั่นเอง

11. Multiprogramming

เป็นระบบที่ทำให้การใช้งานของ CPU ได้ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ด้วยการทำงานของระบบที่จะทำการโหลดข้อมูลไปไว้ที่หน่วยความจำหลักเสียก่อน และทำหน้าที่ประมวลผลในทันที ซึ่งระบบจะทำการเลือกงานเข้าไปประมวลผลได้เองโดยที่ไม่ต้องมานั่งใส่ข้อมูลให้เหนื่อย


-----------------------------------------------------------------------------------

สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด | รับสร้างแบรนด์ | รับทำการตลาดออนไลน์ | รับทำแผนการตลาดออนไลน์ | รับสร้างแบรนด์ | รับดูแล Facebook แฟนเพจ | รับดูแล LINE OA สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์

ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้

------------------------------------------------------------------------------------


💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙

📱Tel : 0840104252 📱0947805680

สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์)

┏━━━━━━━━━┓

📲 LINE: @chatstick

┗━━━━━━━━━┛

หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM

🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran

🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

แท็ก:

ดู 57 ครั้ง