top of page

Blogger อาชีพใหม่ ที่กำลังมาแรงในยุคนี้✨


Blogger อาชีพใหม่ ที่กำลังมาแรงในยุคนี้✨  เชื่อว่าเพื่อนๆ คงเคยได้ยิน ได้รู้จักคำว่า บล็อกเกอร์ มาบ้าง แต่ยังไม่เข้าใจแน่ชัดว่ามันคืออะไร ทำกันไปเพื่ออะไร งั้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่าบล็อกเกอร์ หรือ Blogger นั้น คืออะไรกันแน่ บล็อกเกอร์ คือ สื่อรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาเดินดิน ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองในการสร้างสรรค์ Content หรือเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ ออกมาสู่สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ การทำวิดีโอ การถ่ายภาพ การวาดรูป และอื่นๆ ตามแต่จะสร้างสรรค์ เมื่อสร้างคอนเทนต์แล้วก็ต้องเผยแพร่ ซึ่งก็จะมีช่องทางต่างๆ อย่างเช่น Facebook Fanpage, Youtube, Website, Instagram, Snapchat เป็นต้น  เมื่อเนื้อหาที่เราสร้างมีประโยชน์มีสาระกับผู้ชมก็จะทำให้เกิดกลุ่มผู้ติดตาม เกิดความไว้วางใจจากคนในกลุ่มเฉพาะนั้นๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าของบล็อกบอกว่าดี ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์กับแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ได้มีงบในการจ้างดารามาช่วยโปรโมท ก็หันมาร่วมงานกับบล็อกเกอร์แทน นอกจากนี้แล้วกลุ่มแฟนคลับหรือผู้ติดตามนี้ก็จะพัฒนากลายมาเป็นฐานลูกค้าของบล็อกเกอร์ในอนาคตได้อีกด้วย  👉🏻Blogger มีสายไหนบ้าง ในหมู่บล็อกเกอร์เองก็ยังแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้อีกหลายแบบ ตามความรู้เฉพาะทางและความชอบของบล็อกเกอร์แต่ละคน ซึ่งการจะปั้นตัวเองให้ดังได้ก็ต้องมีวิธีนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครและสามารถเข้าถึงกลุ่มทาร์เก็ทของเราเอง ประเภทของบล็อกเกอร์มีดังนี้ - สายบิวตี้ - สายไลฟ์สไตล์ - สายกิน - สายเที่ยว - สายถ่ายภาพ - สายการเงิน การลงทุน - สายแม่และลูก - สายตลก - สายเทคโนโลยี - อื่นๆ  👉🏻ประโยชน์ของการเป็น Blogger - สร้างคุณค่าให้ตัวเอง - สร้างรายได้ - ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิต - สามารถเลือกใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากได้ได้ - ได้ให้คุณค่ากลับไปสู่สังคม - เป็นที่รู้จักในกลุ่มเฉพาะทางของเรา  👉🏻วิธีการเป็นบล็อกเกอร์ 1.คิดคอนเซ็ปต์ หา Niche เฉพาะของตัวเอง ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มจากเรื่องที่เราสนใจเป็นพิเศษ มีความชอบเป็นทุนเดิม อย่างเช่น ความสวยงาม การพาไปกิน พาไปเที่ยว แล้วก็ต้องบวกด้วยเรื่องเฉพาะตัวลงไปอีกอย่างเช่น เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ลุคคนอวบ บล็อกเกอร์สายกินที่เน้นแต่อาหารทะเลจากทั่วไทยและทั่วโลก บล็อกเกอร์สายเที่ยวที่เน้นแต่การปีนเขาโดยเฉพาะ เป็นต้น เพราะปัจจุบันบล็อกเกอร์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันที่สูงมากๆ ต้องหาความแตกต่างเฉพาะทางให้เจอถึงจะไปต่อได้  แต่ถ้าจะเน้นเรื่องรายได้เป็นหลัก ก็คงต้องบอกว่า สายการเงิน สายอสังหาริมทรัพย์ สายท่องเที่ยว สายบิวตี้ ความสวยงาม จะมีแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการโฆษณาผ่านบล็อกเกอร์มากกว่าประเภทอื่นๆ  2.สร้างบล็อกและช่องทางของตัวเอง จะเป็นแฟนเพจ Facebook เว็บบล็อก แชแนลยูทูป หรืออินสตาแกรมก็ได้ สำหรับคนที่อยากทำเป็นเว็บบล็อกแนะนำให้ทำด้วย WordPress ตามวิธีนี้เลย ทำตามได้ไม่ยาก เมื่อทำการติดตั้ง WordPress บนเว็บไซต์เราเรียบร้อยแล้วก็ลง Theme เพื่อให้เว็บมีหน้าตาที่น่าใช้งานและสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น ถ้าเราเลือกวิธีที่ง่ายกว่าอย่างเช่น การเปิดแฟนเพจ Facebook ก็สามารถทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดการใช้โซเชียลช่องทางไหนและชอบทำคอนเทนต์สไตล์ไหน  3.กำหนดกลุ่ม Audience ให้ชัดเจน เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับ ลักษณะรูปแบบของคอนเทนต์ที่จะสื่อสารออกไป ภาษาที่ใช้ และวิธีการให้ข้อมูล อย่างเช่น สรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง จะทำให้เหมือนคุยกับเพื่อน คุยกับน้องๆ หรือคุยกับผู้ปกครอง มันก็จะให้อารมณ์ร่วมที่ต่างกันแล้ว อย่างที่เราเขียนในบล็อกนี้จะเน้นไปในแนวพูดคุยกันกับเพื่อนมากกว่า ภาษาก็จะไม่ทางการมาก มีการเล่าเรื่องตัวเองบ้างสลับกันไปให้ไม่น่าเบื่อ  4.มีข้อมูลในเชิงลึก เนื้อหาที่เรากำลังจะทำต้องมีเรื่องให้พูดถึงเยอะๆ เพราะเราต้องผลิตคอนเทนต์ออกมาเรื่อยๆ จนกว่าคนจะรู้จักเรา แนะนำว่าเมื่อเราได้ Niche มาแล้วก็เอามาลองลิสต์หัวข้อที่เราอยากจะนำเสนอว่าสามารถจะทำได้เยอะมั้ย สามารถต่อยอดไปแบบไหนได้บ้าง หัวข้อตามคำถามประเภท What, Where, Why, How ก็ต้องมีให้ครบ ที่สำคัญคือต้องให้ข้อมูลแบบละเอียดได้ แบบที่คนตามจะรู้สึกได้ว่าเนื้อหาของเรามีประโยชน์จริงๆ และต้องมีวิธีการนำเสนอที่สร้างสรรค์ด้วย  5.มีความสร้างสรรค์ ไม่เลียนแบบใคร บล็อกเกอร์ที่ดีต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่พยายามเป็นใคร จะทำให้เรานั้นมีเสน่ห์ คนสามารถจำได้ อาจจะเป็นคาแรคเตอร์ในการเขียน การทิ้งท้ายแคปชั่น สไตล์การถ่ายรูป วิธีการทำอาร์ทเวิร์ค ที่ดีที่สุดก็คือการขายตัวเราให้เป็น มีจุดยืนของตัวเอง  6.มีความสม่ำเสมอ ถ้าเน้นทำคอนเทนต์บน Facebook ก็ต้องอัพโพสต์อย่างน้อยวันละหนึ่งโพสต์ ถ้าทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์อย่างน้อยๆ ต้องไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีเวลาจริงก็อย่างน้อยเดือนละครั้ง ยิ่งมีความถี่เยอะ คอนเทนต์เราก็จะเยอะตามไปด้วย ซึ่งก็มีผลกับเปอร์เซ็นต์ในการที่จะมีคอนเทนต์ที่โดนใจท่านผู้ชมทั้งหลาย  7.เลือกสร้างคอนเทนต์บนช่องทางหลัก 1 ช่องทาง ทำให้มันสตรองก่อน อย่างเช่นว่า จะเลือกเน้นทำเว็บบล็อก เน้นทำ Facebook หรือเน้น YouTube เพราะแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีพฤติกรรมคนดูที่แตกต่างกัน เว็บบล็อกก็ต้องเน้นที่เนื้อหาเชิงลึก เขียนให้ได้ 300 คำขึ้นไป ส่วน Facebook ก็ต้องเน้นแบบภาพสวย ข้อมูลสั้นๆ เข้าใจง่าย เพราะคนจะชอบเลื่อนผ่านไปแบบเร็วๆ ปั้นสักช่องทางให้มีคุณภาพ มีจำนวนคอนเทนต์ที่มากพอ มีคนติดตาม พอคอนเทนต์เราเริ่มแน่น ก็ค่อยแบ่งเวลาไปสร้างฐานแฟนคลับบนช่องทางอื่นๆ จะช่วยให้งานเรามีแบบแผนและเติบโตได้เร็วขึ้น อย่าง Plaradise เอง เราเน้นไปที่การทำ SEO บนเว็บไซต์ ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาอ่านเกือบ 6,000 วิวต่อเดือน  👉🏻บล็อกเกอร์ ทำเงิน ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง 1.Sponsor พอเราปั้นบล็อกหรือเพจจนดังประมาณนึงแล้ว มีตัวเลขผู้ตามและยอดไลค์ที่มากพอ ก็จะมีการติดต่อเข้ามาจากทั้งแบรนด์และเอเจนซี่ ให้เราทำคอนเทนต์โฆษณาสินค้าของพวกในสไตล์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อก ทำวิดีโอ หรือจะทำเป็นอัลบั้มภาพก็ได้ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างบล็อกเกอร์และแบรนด์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อได้รับงานมาก็ควรถ่ายทอดเรื่องราวให้อิงกับความจริง ไม่อวยจนเกินไป จริงใจกับแฟนคลับของเราให้มากที่สุด เพราะคนดูสัมผัสได้ว่าโพสต์ไหนจริงใจ โพสต์ไหนขายของ วิธีการจะได้มาของสปอนเซอร์นั้น มีสองวิธีคือ - ติดต่อมาเอง ในกรณีที่บล็อกของเราดังมากๆ มีคนติดตามเยอะ คอนเทนต์มีคนชอบเยอะ สปอนเซอร์จะเข้ามาหาเราเอง วิธีนี้ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ - เราต้องเป็นคนหาสปอนเซอร์เอง อย่างแรกก็ต้องคิดว่าบล็อกของเรานั้นมีจุดประสงค์อะไร คนที่ตามเราคือใคร แล้วมันสามารถโยงไปยังแบรนด์สินค้าไหนได้บ้าง ถ้าเน้นเรื่องเที่ยว สปอนเซอร์ก็จะเป็นแบรนด์ที่พัก โรงแรม สายการบิน ที่ยากกว่านั้นคือ เราต้องพยายามหาคอนเน็กชั่นที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ให้ได้ จากทั้งคนรู้จัก เสิร์ชกูเกิล Linkedin และอื่นๆ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย  2.Advertorial การเอาสินค้าจากแบรนด์มาเขียน Tie in ในโพสต์ของเรา วิธีการคือทำยังไงก็ได้ให้เนียนที่สุด หาหัวข้อตามแนวทางเนื้อหาของเราที่เกี่ยวโยงกับตัวสินค้าให้ได้แล้วนำมาเขียน จากนั้นตอนท้ายของบทความก็ใส่ลิงก์โยงไปหาแบรนด์ที่มาให้เราทำ Advertorial  3.Affiliate คือ การทำคอนเทนต์ให้เกี่ยวข้องกับสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แล้วก็เอาลิงก์การซื้อสินค้านั้นๆ มาวางที่ท้ายบทความหรือ วางบน Description ในส่วนของคลิปวิดีโอใน YouTube เมื่อมีคนสนใจกดซื้อสินค้าผ่านลิงก์ของเรา เราก็จะได้เงิน วิธีนี้ต้องศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ Customer Journey เข้ามาด้วย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วคนจะไม่ซื้อจากคอนเทนต์เพียงอันเดียว แต่จะมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นก่อน เปรียบเทียบราคา และคอนเทนต์ที่ปิดการขายด้วยการแถมส่วนลด คนถึงจะสามารถตัดสินใจคลิกผ่านลิงก์เพื่อซื้อสินค้าได้มากขึ้น  ปัจจุบันมีเว็บที่รวบรวมแบรนด์ที่ให้เราทำ Affiliate Marketing หลายเจ้า อย่างเช่น accesstrade.in.th เว็บไซต์นี้จะเป็นแบรนด์สินค้าและบริการที่มีในเมืองไทยทั้งหมด ทำให้เราสามารถเขียนอธิบายเรื่องราวของตัวสินค้าได้ละเอียดมากขึ้น และมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยตอบคำถามหากว่าเราติดปัญหา ส่วนวิธีการใช้ก็ง่ายมาก เพียงแค่เราเอาชื่อเว็บไซต์ของเราไปสมัครจากนั้นก็รอการอนุมัติจากทางเว็บ เท่านี้ก็เรียบร้อย  4.ติดแบนเนอร์ ในกรณีที่เรามีเว็บบล็อก เราสามารถให้เช่าพื้นที่ในการแปะแบนเนอร์ของแบรนด์ต่างๆ ได้ เรทราคาก็ขึ้นอยู่กับจำนวนทราฟฟิคของเว็บไซต์เรา ว่ามียอดคนเข้ามาต่อเดือนเท่าไหร่ ยิ่งทราฟฟิคเยอะ มูลค่าของพื้นที่ให้แปะแบนเนอร์ก็จะยิ่งแพงขึ้นตาม อีกวิธีที่เป็นการสร้างรายได้ทางอ้อมคือ การที่เราเอาแบนเนอร์จากเว็บไซต์ของเพื่อนเราหรือคนรู้จักที่มีธุรกิจที่ใกล้เคียงกันมาแปะไว้ที่เว็บของเรา แล้วเราก็เอาแบนเนอร์เว็บของเราไปแปะเว็บ ถือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และช่วยเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือให้ตัวเว็บด้วย  5.ขายเซอร์วิส เริ่มจากการสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ในสายที่ตัวเองถนัด เมื่อคอนเทนต์เราดีและให้ข้อมูลลึกก็ทำให้มีคนติดตามเพิ่มขึ้น และมีคนชื่นชอบในผลงานที่เราทำ จากนั้นก็อาจจะอยากติดต่อให้เราช่วยทำงานให้ อย่างเช่น การรับเขียนงานรีวิว งานรับจ้างถ่ายภาพ งานรับตัดต่อวิดีโอ งานรับทำเว็บไซต์ งานสอนทำเว็บ เป็นต้น  6.ขายสินค้าตัวเอง จริงๆ แล้วการสร้างบล็อกก็ถือเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถใช้โปรโมทตัวเองได้ ใช้สร้างฐานลูกค้าของตัวเองและช่วยโปรโมทงานของเรา เมื่อเราทำคอนเทนต์ไปสักพักเราจะเริ่มรู้แล้วว่ากลุ่มลูกเพจ และผู้อ่าน ผู้ฟังของเราชอบคอนเทนต์แบบไหน และมีปัญหาอะไรกันบ้าง เราก็สร้างสินค้าของตัวเองออกมาขายได้เลย อย่างเช่น เพจลงทุนแมน ที่มีเพจและบล็อกที่เน้นการอัพเดทข่าวสารเรื่องการเงิน และการลงทุน อยู่อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นก็ทำหนังสือรวบรวมคอนเทนต์ที่เคยโพสต์ไว้บนช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บบล็อก แฟนเพจ ออกมา แล้วหนังสือก็ติดอันดับหนังสือขายดีบนร้านค้าต่างๆ ด้วยนะ  👉🏻ข้อเสียของการเป็น Blogger 1.โดยส่วนใหญ่แล้วใช้เวลานานมากกว่าจะได้เงิน อย่างต่ำก็ 6 เดือนขึ้นไป หรืออาจจะไม่ได้เงินเลย ขึ้นอยู่กับความขยัน ความใส่ใจ และความถี่ในการสร้างคอนเทนต์ของแต่ละคน 2.ต้องออกไปเก็บข้อมูล สร้างคอนเทนต์ตลอดเวลา บางครั้งอาจทำให้เกิดความเครียด จากที่เคยได้ทำในสิ่งที่รัก แล้วมาวันหนึ่งก็กลายเป็นเกลียดมันขึ้นมาแทน 3.ไม่มีคนมาคอยสอนว่าต้องทำแบบไหน อย่างไรถึงจะดีที่สุด ไม่มีแบบแผน ต้องลุยด้วยตัวเอง 4.ถ้าพลาดขึ้นมาเมื่อไหร่ เช่น การเกิดกรณีดราม่าในรูปแบบต่างๆ ก็อาจจะทำให้จบการเป็นบล็อกเกอร์ไปเลย 5.คู่แข่งเยอะมาก ถ้าบล็อกของเราไม่แตกต่างจากบล็อกทั่วๆ ไป คนก็จะไม่ให้ความสนใจเลย 6.อาชีพดูเหมือนน่าสนุก แต่ความจริงอาจไม่สนุกอย่างที่คิด เพราะต้องใช้เวลาเยอะมากๆ ในการแต่งรูป เขียนคอนเทนต์ ตัดต่อวิดีโอ เพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด บางครั้งอาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์เพื่อคอนเทนต์เพียงอันเดียว ถ้าไม่รักจริงๆ คงทำไม่ได้  ----------------------------------------------------------------------------------- สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด  | รับสร้างแบรนด์  | รับทำการตลาดออนไลน์  | รับทำแผนการตลาดออนไลน์  | รับสร้างแบรนด์  | รับดูแล Facebook แฟนเพจ  | รับดูแล LINE OA    สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง   รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์ >> https://www.chatstickmarket.com/langran  ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้ >>https://www.chatstickmarket.com/portfolio  ------------------------------------------------------------------------------------  💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙 📱Tel : 0840104252 📱0947805680 สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์) 📨 Inbox : http://m.me/ChatStick.TH  ┏━━━━━━━━━┓ 📲 LINE: @chatstick ┗━━━━━━━━━┛ หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM  🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran  🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

Blogger อาชีพใหม่ ที่กำลังมาแรงในยุคนี้


เชื่อว่าเพื่อนๆ คงเคยได้ยิน ได้รู้จักคำว่า บล็อกเกอร์ มาบ้าง แต่ยังไม่เข้าใจแน่ชัดว่ามันคืออะไร ทำกันไปเพื่ออะไร งั้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่าบล็อกเกอร์ หรือ Blogger นั้น คืออะไรกันแน่ บล็อกเกอร์ คือ สื่อรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาเดินดิน ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองในการสร้างสรรค์ Content หรือเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ ออกมาสู่สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ การทำวิดีโอ การถ่ายภาพ การวาดรูป และอื่นๆ ตามแต่จะสร้างสรรค์ เมื่อสร้างคอนเทนต์แล้วก็ต้องเผยแพร่ ซึ่งก็จะมีช่องทางต่างๆ อย่างเช่น Facebook Fanpage, Youtube, Website, Instagram, Snapchat เป็นต้น


เมื่อเนื้อหาที่เราสร้างมีประโยชน์มีสาระกับผู้ชมก็จะทำให้เกิดกลุ่มผู้ติดตาม เกิดความไว้วางใจจากคนในกลุ่มเฉพาะนั้นๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าของบล็อกบอกว่าดี ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์กับแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ได้มีงบในการจ้างดารามาช่วยโปรโมท ก็หันมาร่วมงานกับบล็อกเกอร์แทน นอกจากนี้แล้วกลุ่มแฟนคลับหรือผู้ติดตามนี้ก็จะพัฒนากลายมาเป็นฐานลูกค้าของบล็อกเกอร์ในอนาคตได้อีกด้วย


👉🏻Blogger มีสายไหนบ้าง

ในหมู่บล็อกเกอร์เองก็ยังแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้อีกหลายแบบ ตามความรู้เฉพาะทางและความชอบของบล็อกเกอร์แต่ละคน ซึ่งการจะปั้นตัวเองให้ดังได้ก็ต้องมีวิธีนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครและสามารถเข้าถึงกลุ่มทาร์เก็ทของเราเอง ประเภทของบล็อกเกอร์มีดังนี้

- สายบิวตี้

- สายไลฟ์สไตล์

- สายกิน

- สายเที่ยว

- สายถ่ายภาพ

- สายการเงิน การลงทุน

- สายแม่และลูก

- สายตลก

- สายเทคโนโลยี

- อื่นๆ


👉🏻ประโยชน์ของการเป็น Blogger

- สร้างคุณค่าให้ตัวเอง

- สร้างรายได้

- ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิต

- สามารถเลือกใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากได้ได้

- ได้ให้คุณค่ากลับไปสู่สังคม

- เป็นที่รู้จักในกลุ่มเฉพาะทางของเรา


👉🏻วิธีการเป็นบล็อกเกอร์

1.คิดคอนเซ็ปต์ หา Niche เฉพาะของตัวเอง

ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มจากเรื่องที่เราสนใจเป็นพิเศษ มีความชอบเป็นทุนเดิม อย่างเช่น ความสวยงาม การพาไปกิน พาไปเที่ยว แล้วก็ต้องบวกด้วยเรื่องเฉพาะตัวลงไปอีกอย่างเช่น เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ลุคคนอวบ บล็อกเกอร์สายกินที่เน้นแต่อาหารทะเลจากทั่วไทยและทั่วโลก บล็อกเกอร์สายเที่ยวที่เน้นแต่การปีนเขาโดยเฉพาะ เป็นต้น เพราะปัจจุบันบล็อกเกอร์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันที่สูงมากๆ ต้องหาความแตกต่างเฉพาะทางให้เจอถึงจะไปต่อได้


แต่ถ้าจะเน้นเรื่องรายได้เป็นหลัก ก็คงต้องบอกว่า สายการเงิน สายอสังหาริมทรัพย์ สายท่องเที่ยว สายบิวตี้ ความสวยงาม จะมีแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการโฆษณาผ่านบล็อกเกอร์มากกว่าประเภทอื่นๆ


2.สร้างบล็อกและช่องทางของตัวเอง

จะเป็นแฟนเพจ Facebook เว็บบล็อก แชแนลยูทูป หรืออินสตาแกรมก็ได้ สำหรับคนที่อยากทำเป็นเว็บบล็อกแนะนำให้ทำด้วย WordPress ตามวิธีนี้เลย ทำตามได้ไม่ยาก เมื่อทำการติดตั้ง WordPress บนเว็บไซต์เราเรียบร้อยแล้วก็ลง Theme เพื่อให้เว็บมีหน้าตาที่น่าใช้งานและสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น ถ้าเราเลือกวิธีที่ง่ายกว่าอย่างเช่น การเปิดแฟนเพจ Facebook ก็สามารถทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดการใช้โซเชียลช่องทางไหนและชอบทำคอนเทนต์สไตล์ไหน


3.กำหนดกลุ่ม Audience ให้ชัดเจน

เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับ ลักษณะรูปแบบของคอนเทนต์ที่จะสื่อสารออกไป ภาษาที่ใช้ และวิธีการให้ข้อมูล อย่างเช่น สรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง จะทำให้เหมือนคุยกับเพื่อน คุยกับน้องๆ หรือคุยกับผู้ปกครอง มันก็จะให้อารมณ์ร่วมที่ต่างกันแล้ว อย่างที่เราเขียนในบล็อกนี้จะเน้นไปในแนวพูดคุยกันกับเพื่อนมากกว่า ภาษาก็จะไม่ทางการมาก มีการเล่าเรื่องตัวเองบ้างสลับกันไปให้ไม่น่าเบื่อ


4.มีข้อมูลในเชิงลึก

เนื้อหาที่เรากำลังจะทำต้องมีเรื่องให้พูดถึงเยอะๆ เพราะเราต้องผลิตคอนเทนต์ออกมาเรื่อยๆ จนกว่าคนจะรู้จักเรา แนะนำว่าเมื่อเราได้ Niche มาแล้วก็เอามาลองลิสต์หัวข้อที่เราอยากจะนำเสนอว่าสามารถจะทำได้เยอะมั้ย สามารถต่อยอดไปแบบไหนได้บ้าง หัวข้อตามคำถามประเภท What, Where, Why, How ก็ต้องมีให้ครบ ที่สำคัญคือต้องให้ข้อมูลแบบละเอียดได้ แบบที่คนตามจะรู้สึกได้ว่าเนื้อหาของเรามีประโยชน์จริงๆ และต้องมีวิธีการนำเสนอที่สร้างสรรค์ด้วย


5.มีความสร้างสรรค์ ไม่เลียนแบบใคร

บล็อกเกอร์ที่ดีต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่พยายามเป็นใคร จะทำให้เรานั้นมีเสน่ห์ คนสามารถจำได้ อาจจะเป็นคาแรคเตอร์ในการเขียน การทิ้งท้ายแคปชั่น สไตล์การถ่ายรูป วิธีการทำอาร์ทเวิร์ค ที่ดีที่สุดก็คือการขายตัวเราให้เป็น มีจุดยืนของตัวเอง


6.มีความสม่ำเสมอ

ถ้าเน้นทำคอนเทนต์บน Facebook ก็ต้องอัพโพสต์อย่างน้อยวันละหนึ่งโพสต์ ถ้าทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์อย่างน้อยๆ ต้องไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีเวลาจริงก็อย่างน้อยเดือนละครั้ง ยิ่งมีความถี่เยอะ คอนเทนต์เราก็จะเยอะตามไปด้วย ซึ่งก็มีผลกับเปอร์เซ็นต์ในการที่จะมีคอนเทนต์ที่โดนใจท่านผู้ชมทั้งหลาย


7.เลือกสร้างคอนเทนต์บนช่องทางหลัก 1 ช่องทาง

ทำให้มันสตรองก่อน อย่างเช่นว่า จะเลือกเน้นทำเว็บบล็อก เน้นทำ Facebook หรือเน้น YouTube เพราะแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีพฤติกรรมคนดูที่แตกต่างกัน เว็บบล็อกก็ต้องเน้นที่เนื้อหาเชิงลึก เขียนให้ได้ 300 คำขึ้นไป ส่วน Facebook ก็ต้องเน้นแบบภาพสวย ข้อมูลสั้นๆ เข้าใจง่าย เพราะคนจะชอบเลื่อนผ่านไปแบบเร็วๆ ปั้นสักช่องทางให้มีคุณภาพ มีจำนวนคอนเทนต์ที่มากพอ มีคนติดตาม พอคอนเทนต์เราเริ่มแน่น ก็ค่อยแบ่งเวลาไปสร้างฐานแฟนคลับบนช่องทางอื่นๆ จะช่วยให้งานเรามีแบบแผนและเติบโตได้เร็วขึ้น อย่าง Plaradise เอง เราเน้นไปที่การทำ SEO บนเว็บไซต์ ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาอ่านเกือบ 6,000 วิวต่อเดือน


👉🏻บล็อกเกอร์ ทำเงิน ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

1.Sponsor

พอเราปั้นบล็อกหรือเพจจนดังประมาณนึงแล้ว มีตัวเลขผู้ตามและยอดไลค์ที่มากพอ ก็จะมีการติดต่อเข้ามาจากทั้งแบรนด์และเอเจนซี่ ให้เราทำคอนเทนต์โฆษณาสินค้าของพวกในสไตล์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อก ทำวิดีโอ หรือจะทำเป็นอัลบั้มภาพก็ได้ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างบล็อกเกอร์และแบรนด์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อได้รับงานมาก็ควรถ่ายทอดเรื่องราวให้อิงกับความจริง ไม่อวยจนเกินไป จริงใจกับแฟนคลับของเราให้มากที่สุด เพราะคนดูสัมผัสได้ว่าโพสต์ไหนจริงใจ โพสต์ไหนขายของ วิธีการจะได้มาของสปอนเซอร์นั้น มีสองวิธีคือ

- ติดต่อมาเอง ในกรณีที่บล็อกของเราดังมากๆ มีคนติดตามเยอะ คอนเทนต์มีคนชอบเยอะ สปอนเซอร์จะเข้ามาหาเราเอง วิธีนี้ไม่เหนื่อยเท่าไหร่

- เราต้องเป็นคนหาสปอนเซอร์เอง อย่างแรกก็ต้องคิดว่าบล็อกของเรานั้นมีจุดประสงค์อะไร คนที่ตามเราคือใคร แล้วมันสามารถโยงไปยังแบรนด์สินค้าไหนได้บ้าง ถ้าเน้นเรื่องเที่ยว สปอนเซอร์ก็จะเป็นแบรนด์ที่พัก โรงแรม สายการบิน ที่ยากกว่านั้นคือ เราต้องพยายามหาคอนเน็กชั่นที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ให้ได้ จากทั้งคนรู้จัก เสิร์ชกูเกิล Linkedin และอื่นๆ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย


2.Advertorial

การเอาสินค้าจากแบรนด์มาเขียน Tie in ในโพสต์ของเรา วิธีการคือทำยังไงก็ได้ให้เนียนที่สุด หาหัวข้อตามแนวทางเนื้อหาของเราที่เกี่ยวโยงกับตัวสินค้าให้ได้แล้วนำมาเขียน จากนั้นตอนท้ายของบทความก็ใส่ลิงก์โยงไปหาแบรนด์ที่มาให้เราทำ Advertorial


3.Affiliate

คือ การทำคอนเทนต์ให้เกี่ยวข้องกับสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แล้วก็เอาลิงก์การซื้อสินค้านั้นๆ มาวางที่ท้ายบทความหรือ วางบน Description ในส่วนของคลิปวิดีโอใน YouTube เมื่อมีคนสนใจกดซื้อสินค้าผ่านลิงก์ของเรา เราก็จะได้เงิน วิธีนี้ต้องศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ Customer Journey เข้ามาด้วย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วคนจะไม่ซื้อจากคอนเทนต์เพียงอันเดียว แต่จะมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นก่อน เปรียบเทียบราคา และคอนเทนต์ที่ปิดการขายด้วยการแถมส่วนลด คนถึงจะสามารถตัดสินใจคลิกผ่านลิงก์เพื่อซื้อสินค้าได้มากขึ้น


ปัจจุบันมีเว็บที่รวบรวมแบรนด์ที่ให้เราทำ Affiliate Marketing หลายเจ้า อย่างเช่น accesstrade.in.th เว็บไซต์นี้จะเป็นแบรนด์สินค้าและบริการที่มีในเมืองไทยทั้งหมด ทำให้เราสามารถเขียนอธิบายเรื่องราวของตัวสินค้าได้ละเอียดมากขึ้น และมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยตอบคำถามหากว่าเราติดปัญหา ส่วนวิธีการใช้ก็ง่ายมาก เพียงแค่เราเอาชื่อเว็บไซต์ของเราไปสมัครจากนั้นก็รอการอนุมัติจากทางเว็บ เท่านี้ก็เรียบร้อย


4.ติดแบนเนอร์

ในกรณีที่เรามีเว็บบล็อก เราสามารถให้เช่าพื้นที่ในการแปะแบนเนอร์ของแบรนด์ต่างๆ ได้ เรทราคาก็ขึ้นอยู่กับจำนวนทราฟฟิคของเว็บไซต์เรา ว่ามียอดคนเข้ามาต่อเดือนเท่าไหร่ ยิ่งทราฟฟิคเยอะ มูลค่าของพื้นที่ให้แปะแบนเนอร์ก็จะยิ่งแพงขึ้นตาม อีกวิธีที่เป็นการสร้างรายได้ทางอ้อมคือ การที่เราเอาแบนเนอร์จากเว็บไซต์ของเพื่อนเราหรือคนรู้จักที่มีธุรกิจที่ใกล้เคียงกันมาแปะไว้ที่เว็บของเรา แล้วเราก็เอาแบนเนอร์เว็บของเราไปแปะเว็บ ถือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และช่วยเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือให้ตัวเว็บด้วย


5.ขายเซอร์วิส

เริ่มจากการสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ในสายที่ตัวเองถนัด เมื่อคอนเทนต์เราดีและให้ข้อมูลลึกก็ทำให้มีคนติดตามเพิ่มขึ้น และมีคนชื่นชอบในผลงานที่เราทำ จากนั้นก็อาจจะอยากติดต่อให้เราช่วยทำงานให้ อย่างเช่น การรับเขียนงานรีวิว งานรับจ้างถ่ายภาพ งานรับตัดต่อวิดีโอ งานรับทำเว็บไซต์ งานสอนทำเว็บ เป็นต้น


6.ขายสินค้าตัวเอง

จริงๆ แล้วการสร้างบล็อกก็ถือเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถใช้โปรโมทตัวเองได้ ใช้สร้างฐานลูกค้าของตัวเองและช่วยโปรโมทงานของเรา เมื่อเราทำคอนเทนต์ไปสักพักเราจะเริ่มรู้แล้วว่ากลุ่มลูกเพจ และผู้อ่าน ผู้ฟังของเราชอบคอนเทนต์แบบไหน และมีปัญหาอะไรกันบ้าง เราก็สร้างสินค้าของตัวเองออกมาขายได้เลย อย่างเช่น เพจลง