top of page

SEO แตกต่างกับ SEM อย่างไร❓ เจ้าของธุรกิจควรรู้


SEO แตกต่างกับ SEM อย่างไร❓ เจ้าของธุรกิจควรรู้  เข้าสู่ปี 2021 แบบเต็มตัว ธุรกิจออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เว็บไซต์กลายเป็นช่องทางหลักในการขายสินค้า หลายแบรนด์ที่อยากโปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ หรือหันมาสนใจการตลาดออนไลน์ น่าจะพอคุ้นหูกันดีกับคำว่า SEO ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและกำลังมาแรง และเมื่อค้นหาข้อมูลไปเรื่อยก็อาจจะพบกับคำว่า SEM คำถามที่หลายๆ คนอาจสงสัยก็คือ SEM คืออะไร ยิ่งถ้าได้ยินพร้อมกับคำว่า SEO ก็อาจจะสงสัยว่า แล้ว SEO แตกต่างกับ SEM ยังไง ทำไมเวลาคุยกับเอเจนซี่หลายๆ ที่แล้ว ถึงต้องแนะนำให้ทำเจ้าสองอย่างนี้ควบคู่กัน วันนี้เราจะพาคุณมาหาคำตอบกัน  🔹SEM คืออะไร SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อโฆษณาบนเสริชเอนจิ้น  โดยเมื่อพูดถึง SEM จะหมายถึงการทำการตลาดบน Search Engine (กูเกิล) ในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาที่อาจเรียกกันว่า PPC หรือ Pay Per Click ที่มีการเก็บเงินจากผู้ซื้อโฆษณา (ผู้ประกอบการ) ตามจำนวนคลิก  เพราะว่าเสริชเอนจิ้นที่ป๊อปปูล่าที่สุดในชั่วโมงนี้คือ กูเกิล (Google) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พอพูดถึง SEM แทบจะทุกคนก็จะหมายถึง Google Ads (หรือที่เคยเรียกกันอย่างติดปากว่า Google Adwords) คือช่องทางหลักในการทำการตลาดแบบ SEM  ในการซื้อโฆษณาบน Google Ads นั้น ผู้ทำโฆษณาจะต้องมีการประมูลคีย์เวิร์ด (Keyword) เพื่อกำหนดคีย์เวิร์ดที่อยากให้เว็บไซต์ไปปรากฏอยู่เมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้น โดยตำแหน่งของโฆษณาที่เอเจนซี่ทำให้คุณนั้นจะอยู่ตรงไหนก็เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ทั้งจากในเรื่องของเพดานราคาต่อคลิกที่เรากำหนด ทั้งคะแนนคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา ถ้าสิ่งที่เราโฆษณาตรงกับคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ก็จะได้คะแนนคุณภาพที่ดีขึ้น  🔹SEO คืออะไร SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimisation เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการดันอันดับเว็บไซต์บนเสริชเอนจิ้น (แต่ไม่ใช่การซื้อโฆษณา)  การทำ SEO จะมีการใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การใช้คีย์เวิร์ด การปรับแต่งรูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์ให้ถูกใจกูเกิล และสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ค้นหา (Search Intent) ได้  🔹การทำ SEO สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ - On-page SEO คือการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายคือให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น  - Off-page SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี  - Technical SEO คือการปรับแต่งที่จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือนอกเว็บไซต์ใดๆ โดยจะมุ่งเน้นที่โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วของเว็บไซต์ และพวกโค้ดต่างๆ  การทำ SEO ที่ดีไม่ใช่การมุ่งเน้นทำ SEO ประเภทใดประเภทหนึ่งใน 3 ประเภทข้างต้นนี้ เอเจนซี่ที่ดีจะรู้ว่าควรผสมผสานเทคนิคต่างๆ ยังไงจากการทำ SEO ทั้ง 3 ประเภท ให้เกิดเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ  🔹SEO vs SEM คล้ายกันยังไง หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจ SEO กับ SEM ไปคร่าวๆ ข้างต้น อาจจะพบว่ามันต่างกันมากกว่าเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างก็มีจุดร่วมสำคัญหลายข้อที่คล้ายคลึงกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกัน  - ทั้ง SEO และ SEM ช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์ ไม่ว่าจะทำทั้งสองอย่าง หรือเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ต้องร่วมกันแน่ๆ ก็คือทั้งสองอย่างต้องช่วยทำให้ Traffic เข้าเว็บไซต์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แน่นอนว่า Traffic อาจจะเด้งไปเด้งมาไม่แน่นอนในแต่ละเดือน อาจจะมีขึ้นมีลง แล้วแต่ปัจจัยภายนอกอื่นๆ ด้วย แต่ภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบกว้างๆ ก็ควรจะเห็นว่ามีทิศทางไปในทางที่ดีขึ้น  - ทั้ง SEO และ SEM มีการใช้เรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้อง ในกระบวนการทำงานในขณะที่ทำทั้ง SEO และ SEM จะมีต้องมีเรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะเสริชเอนจิ้นเชื่อมโยงเข้ากับผู้ใช้งานด้วยคีย์เวิร์ด แต่แน่นอนว่าคีย์เวิร์ดบนโลกออนไลน์มีเป็นหลายร้อยล้าน เอเจนซี่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำรีเสริชเพื่อช่วยธุรกิจของคุณหาโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ  - ทั้ง SEO และ SEM ต้องใช้เวลาในการทดลองและเก็บข้อมูลเพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสม ในการทำ SEO และ SEM นั้นจะต้องใช้ทั้งเวลาและการลองผิดลองถูกเพื่อปรับหากลยุทธ์ที่เหมาะสม บนโลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์และความรู้อย่างลึกซึ้งล้วนเข้าใจถึงข้อนี้ดี และต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า SEO หรือ SEM ไม่ใช่เวทมนตร์มหัศจรรย์ที่จะทำให้คุณมียอดขายพุ่งทันที ภายในเวลากี่เดือน แต่คือการหาข้อมูล ลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุดในขณะนั้น  🔹SEO vs SEM ต่างกันยังไง ได้เห็นจุดร่วมของ SEO กับ SEM แบบคร่าวๆ ไปแล้วข้างต้น ต่อมาลองมาดูว่าแล้วทั้งสองอย่างแตกต่างกันในเรื่องอะไรบ้าง เพราะก็ตรงความแตกต่างนี่แหละอาจจะเป็นตัวตัดสินในการพิจารณาจริงไหม  - SEM ได้ผลที่จะถูกมองเป็น Ads แต่ SEO ได้ผลที่จะถูกมองเป็นอันดับ Organic เมื่อ SEM เกี่ยวข้องกับการทำ Ads ผลที่ได้ในการค้นหานั้นเมื่อผู้ค้นหาเจอเว็บไซต์เราก็จะเห็น Label ที่บอกว่า Ads ที่เป็นการบอกให้รู้ว่าผลการค้นหานี้มีที่มาจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา ในขณะที่การทำ SEO เมื่อผลของเว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกจะไม่มี Label กำกับว่าเป็น Ads และผู้ค้นหาจะคิดว่าผลที่ Google เลือกสรรมาแบบธรรมชาติ (Organic) นั่นเอง ถึงแม้ว่าความจริงแล้วเบื้องหลังเว็บไซต์เหล่านั้นจะมีการจ่ายเงินทำ SEO คอยช่วยอยู่ก็ตาม  - SEM เลือกได้ว่าจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายใดๆ โดยตรง SEO ไม่สามารถเลือกได้โดยตรง เมื่อทำ SEM นั้น ตอนสร้างแคมเปญโฆษณา เราจะสามารถกำหนดได้ว่าอยากให้ผู้ที่เห็นโฆษณาเหล่านี้เป็นใคร เพศไหน รายได้เท่าไหร่ อยู่จังหวัดไหน ช่วงอายุเท่าไหร่ เช่นนี้เป็นต้น ในขณะที่การทำ SEO นั้นจะไม่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้จำเพาะเจาะจงขนาดนั้น แต่จะเป็นการพยายามดันผลผ่านคีย์เวิร์ดที่ประเมินแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์คุณจะใช้ค้นหา  - SEM จะเห็นผลได้เร็วกว่า SEO เพราะ SEM เป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณา ดังนั้น Google สามารถที่จะทำให้โฆษณาของเว็บไซต์เราปรากฏขึ้นในการค้นหาได้ทันที ในขณะที่การทำ SEO จะต้องใช้เวลาค่อยๆ ดันเว็บไซต์ให้มีการเลื่อนอันดับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกของอัลกอริทึ่มของกูเกิล  - SEO คือการลงทุนที่เก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว SEM ไม่สามารถหวังผลระยะยาวได้ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อข้างบนว่า SEM เป็นจ่ายเงินซื้อโฆษณาทำให้เราปรากฏอยู่ในการค้นหาของลูกค้าได้ทันที แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกจ่ายเงิน เว็บไซต์เราก็จะหายไปทันที จึงไม่ใช่การลงทุนที่สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว  ในขณะที่ SEO นั้น แม้จะได้ผลช้า และมีกระบวนที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรากฏขึ้นอย่างทันท่วงที แต่เมื่อเราสามารถติดอันดับสูงได้แล้วอย่างมั่นคง แล้วเราต้องการลดทุนในการทำ SEO ให้น้อยลงหรือหยุดทำ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันดับก็จะไม่หายไปทันที จะยังสามารถคงอยู่ได้จนกว่าจะมีคู่แข่งมาเบียดเราลงนั้นเอง  - SEO สามารถกระตุ้นให้เกิดการคลิกมากกว่า SEM ข้อนี้ง่ายมาก ลองนึกภาพกันดูว่าถ้าเป็นคุณที่ใช้กูเกิลกำลังหาอะไรสักอย่าง คุณจะอยากคลิกเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่อยู่ในส่วนของ Ads หรือในส่วนของ Organic มากกว่า เราจะสามารถเห็นข้อมูลกราฟได้ชัดเจนเลยว่า ผลการค้นหาในส่วนของ Organic จะมีส่วนแบ่งของจำนวนคลิกมากกว่าในส่วนของ Ads เยอะมาก  โดยธรรมชาติแล้วเราจะมีความรู้สึกต่อต้านเล็กๆ กับการคลิกที่ Ads ทำให้หากเป็นไปได้ก็อยากคลิกเข้าชมเว็บที่อยู่ตรง Organic มากกว่า ซึ่งแน่นอนกว่าข้อนี้เป็นพฤติกรรมที่อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคีย์เวิร์ด เพราะบางครั้งผู้ค้นหาก็อาจจะอยากคลิกที่ Ads มากกว่าก็เป็นไปได้เช่นกัน  🔹SEO vs SEM แบบไหนเหมาะกับแบรนด์คุณมากกว่ากัน เมื่อได้เข้าใจถึงความเหมือนและความต่างของ SEM กับ SEO กันไปแล้ว ลองมาดูกันว่าควรจะเลือกลงทุนกับ SEM หรือ SEO ดี ต้องเลือกยังไงให้เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด - พิจารณาการแข่งขันในวงการธุรกิจของคุณ รู้เขา รู้เรา ยังคงเป็นแนวคิดที่จำเป็นอยู่เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ก่อนจะไม่แข่งกับใครก็ต้องรู้ว่าตัวตนของคู่แข่งเราบนกูเกิลนั้นเป็นอย่างไร ซื้อ Ads ไหม แล้วเขียน Ads ยังไงอยู่ตำแหน่งไหน หรือติดหน้าหนึ่งเยอะไหม ติดด้วยคำว่าอะไรบ้าง เพื่อหาช่องวางที่เราพอจะแทรกเข้าไปแข่งด้วยได้  ยิ่งถ้าเราเริ่มทำ SEM หรือ SEO หลังคู่แข่งเรา แน่นอนว่าเราต้องล้าหลังอยู่ การจะไปแข่งอันดับได้ทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรู้จักประเมินว่าช่องทางไหนที่เราจะสามารถเข้าไปมีพื้นที่ได้ก่อน  - พิจารณาว่าธุรกิจของคุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายลึกซึ้งแค่ไหน ถ้าคุณฐานแน่น มีความรู้ความเข้าใจในตลาดและกลุ่มลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ก็อาจจะถึงเวลาที่ต้องลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาวกับ SEO จะดีกว่า แต่ถ้าเกิดว่ายังไม่ค่อยแน่ใจในตลาดของตัวเอง การทำ SEM จะทำให้คุณสามารถทดลองทำโฆษณาไปเรื่อยๆ เพื่อดูการตอบรับจากลูกค้า และศึกษากลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ถ่องแท้มากขึ้นได้  - พิจารณาความสั้นยาวของวงจรการซื้อของคุณ วงจรการซื้อขายของสินค้าของคุณสั้นหรือยาว ระยะเวลาที่ลูกค้าพิจารณาซื้อของนั้นมากหรือน้อย ถ้าหากว่าวงจรสั้น ก็ซื้อพื้นที่ Ads เพื่อให้สินค้าและบริการของคุณปรากฏให้ลูกค้าเห็นได้อย่างฉับไว อาจจะเป็นตัวเลือกที่ควรให้น้ำหนักมากกว่า ถ้าหากว่าวงจรในการซื้อใช้เวลาพิจารณายาวนาน จะปรากฏตัวอยู่แต่ใน Organic ก็ไม่เป็นไรอย่างนี้เป็นต้น  - พิจารณาอายุของธุรกิจของคุณและสถานะของเว็บไซต์ของคุณในขณะนั้น ถ้าหากว่าเว็บไซต์และธุรกิจของคุณนั้นใหม่มาก การทำ SEO นั้นอาจจะต้องใช้เวลามากทีเดียว ดังนั้นหากธุรกิจยังใหม่ควรเทน้ำหนักไปทาง SEM เพื่อให้เป็นที่รู้จักและมีรายได้ก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเทน้ำหนักที่ SEO เมื่อเว็บไซต์เริ่มมี Traffic และ Conversion ที่อยู่ตัว  🔹ข้อดีและข้อเสีย ของการทำ SEO (Search Engine Optimization) ข้อดีแรกของการทำ SEO คือสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินในการโฆษณา นอกจากคุณจะจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือ Influencer ในการผลิตคอนเทนต์ให้กับเว็บไซต์ของคุณ แต่ข้อเสียคือ เป็นกลยุทธ์ที่ต้องใช้เวลา และความสม่ำเสมอในการผลิตคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว โดยคุณไม่สามารถกำหนดได้ว่าเว็บไซต์จะอยู่หน้าแรกได้นานเท่าไหร่ ดังนั้นคุณจึงต้องทำคอนเทนต์ และ backlink กับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ SEO ต่างกับ SEM  🔹ข้อดีและข้อเสีย ของการทำ SEM (Search Engine Marketing) ข้อดีแรก สำหรับการทำ SEM คือใช้ระยะเวลาสั้นในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกในการค้นหา และมองเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการันตีเลยว่าลูกค้าจะเห็นเว็บของคุณในสามอันดับแรกอย่างแน่นอน แต่ข้อเสีย คือคุณต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก รวมถึงยังมีการแข่งขันสูงใน Keyword ที่คุณต้องการ มาถึงตอนนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า SEO VS SEM คือการทำการตลาดออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ที่ต้องแยกกันทำหรือไม่ ซึ่งตามความเป็นจริง เราควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เพราะการทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีบทความที่ดี และตรงใจของผู้อ่าน แต่อาจใช้เวลานานในการที่จะขึ้นมาแสดงผลในหน้าแรก ทำให้การทำ SEM ในช่วงต้นของการพัฒนาเว็บไซต์จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ได้ แต่ข้อสำคัญคือต้องไม่ลืมว่าเนื้อหาภายใน เป็นสิ่งสำคัญ หากเนื้อหาไม่มีประโยชน์ และไม่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ด ก็ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถติดอันดับในหน้าแรกได้ ทั้งหมดนี้ก็คือ ประโยชน์ SEO กับ SEM ส่วนจะเลือกใช้แบบไหน ก็ต้องวิเคราะห์ผลลัพธ์ และความเหมาะสมกันให้ดี ไม่เช่นนั้นคุณอาจเสียเงินและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ในการทำธุรกิจของคุณได้  ----------------------------------------------------------------------------------- สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด  | รับสร้างแบรนด์  | รับทำการตลาดออนไลน์  | รับทำแผนการตลาดออนไลน์  | รับสร้างแบรนด์  | รับดูแล Facebook แฟนเพจ  | รับดูแล LINE OA    สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง   รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์ >> https://www.chatstickmarket.com/langran  ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้ >>https://www.chatstickmarket.com/portfolio  ------------------------------------------------------------------------------------  💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙 📱Tel : 0840104252 📱0947805680 สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์) 📨 Inbox : http://m.me/ChatStick.TH  ┏━━━━━━━━━┓ 📲 LINE: @chatstick ┗━━━━━━━━━┛ หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM  🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran  🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

SEO แตกต่างกับ SEM อย่างไรเจ้าของธุรกิจควรรู้


ธุรกิจออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เว็บไซต์กลายเป็นช่องทางหลักในการขายสินค้า หลายแบรนด์ที่อยากโปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ หรือหันมาสนใจการตลาดออนไลน์ น่าจะพอคุ้นหูกันดีกับคำว่า SEO ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและกำลังมาแรง และเมื่อค้นหาข้อมูลไปเรื่อยก็อาจจะพบกับคำว่า SEM คำถามที่หลายๆ คนอาจสงสัยก็คือ SEM คืออะไร ยิ่งถ้าได้ยินพร้อมกับคำว่า SEO ก็อาจจะสงสัยว่า แล้ว SEO แตกต่างกับ SEM ยังไง ทำไมเวลาคุยกับเอเจนซี่หลายๆ ที่แล้ว ถึงต้องแนะนำให้ทำเจ้าสองอย่างนี้ควบคู่กัน วันนี้เราจะพาคุณมาหาคำตอบกัน


🔹SEM คืออะไร

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อโฆษณาบนเสริชเอนจิ้น


โดยเมื่อพูดถึง SEM จะหมายถึงการทำการตลาดบน Search Engine (กูเกิล) ในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาที่อาจเรียกกันว่า PPC หรือ Pay Per Click ที่มีการเก็บเงินจากผู้ซื้อโฆษณา (ผู้ประกอบการ) ตามจำนวนคลิก


เพราะว่าเสริชเอนจิ้นที่ป๊อปปูล่าที่สุดในชั่วโมงนี้คือ กูเกิล (Google) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พอพูดถึง SEM แทบจะทุกคนก็จะหมายถึง Google Ads (หรือที่เคยเรียกกันอย่างติดปากว่า Google Adwords) คือช่องทางหลักในการทำการตลาดแบบ SEM


ในการซื้อโฆษณาบน Google Ads นั้น ผู้ทำโฆษณาจะต้องมีการประมูลคีย์เวิร์ด (Keyword) เพื่อกำหนดคีย์เวิร์ดที่อยากให้เว็บไซต์ไปปรากฏอยู่เมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้น โดยตำแหน่งของโฆษณาที่เอเจนซี่ทำให้คุณนั้นจะอยู่ตรงไหนก็เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ทั้งจากในเรื่องของเพดานราคาต่อคลิกที่เรากำหนด ทั้งคะแนนคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา ถ้าสิ่งที่เราโฆษณาตรงกับคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ก็จะได้คะแนนคุณภาพที่ดีขึ้น


🔹SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimisation เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการดันอันดับเว็บไซต์บนเสริชเอนจิ้น (แต่ไม่ใช่การซื้อโฆษณา)


การทำ SEO จะมีการใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การใช้คีย์เวิร์ด การปรับแต่งรูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์ให้ถูกใจกูเกิล และสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ค้นหา (Search Intent) ได้


🔹การทำ SEO สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ

- On-page SEO

คือการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายคือให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น


- Off-page SEO

คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี


- Technical SEO

คือการปรับแต่งที่จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือนอกเว็บไซต์ใดๆ โดยจะมุ่งเน้นที่โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วของเว็บไซต์ และพวกโค้ดต่างๆ


การทำ SEO ที่ดีไม่ใช่การมุ่งเน้นทำ SEO ประเภทใดประเภทหนึ่งใน 3 ประเภทข้างต้นนี้ เอเจนซี่ที่ดีจะรู้ว่าควรผสมผสานเทคนิคต่างๆ ยังไงจากการทำ SEO ทั้ง 3 ประเภท ให้เกิดเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ


🔹SEO vs SEM คล้ายกันยังไง

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจ SEO กับ SEM ไปคร่าวๆ ข้างต้น อาจจะพบว่ามันต่างกันมากกว่าเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างก็มีจุดร่วมสำคัญหลายข้อที่คล้ายคลึงกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกัน


- ทั้ง SEO และ SEM ช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์

ไม่ว่าจะทำทั้งสองอย่าง หรือเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ต้องร่วมกันแน่ๆ ก็คือทั้งสองอย่างต้องช่วยทำให้ Traffic เข้าเว็บไซต์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แน่นอนว่า Traffic อาจจะเด้งไปเด้งมาไม่แน่นอนในแต่ละเดือน อาจจะมีขึ้นมีลง แล้วแต่ปัจจัยภายนอกอื่นๆ ด้วย แต่ภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบกว้างๆ ก็ควรจะเห็นว่ามีทิศทางไปในทางที่ดีขึ้น


- ทั้ง SEO และ SEM มีการใช้เรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในกระบวนการทำงานในขณะที่ทำทั้ง SEO และ SEM จะมีต้องมีเรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะเสริชเอนจิ้นเชื่อมโยงเข้ากับผู้ใช้งานด้วยคีย์เวิร์ด แต่แน่นอนว่าคีย์เวิร์ดบนโลกออนไลน์มีเป็นหลายร้อยล้าน เอเจนซี่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำรีเสริชเพื่อช่วยธุรกิจของคุณหาโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ


- ทั้ง SEO และ SEM ต้องใช้เวลาในการทดลองและเก็บข้อมูลเพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสม

ในการทำ SEO และ SEM นั้นจะต้องใช้ทั้งเวลาและการลองผิดลองถูกเพื่อปรับหากลยุทธ์ที่เหมาะสม บนโลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์และความรู้อย่างลึกซึ้งล้วนเข้าใจถึงข้อนี้ดี และต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า SEO หรือ SEM ไม่ใช่เวทมนตร์มหัศจรรย์ที่จะทำให้คุณมียอดขายพุ่งทันที ภายในเวลากี่เดือน แต่คือการหาข้อมูล ลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุดในขณะนั้น


🔹SEO vs SEM ต่างกันยังไง

ได้เห็นจุดร่วมของ SEO กับ SEM แบบคร่าวๆ ไปแล้วข้างต้น ต่อมาลองมาดูว่าแล้วทั้งสองอย่างแตกต่างกันในเรื่องอะไรบ้าง เพราะก็ตรงความแตกต่างนี่แหละอาจจะเป็นตัวตัดสินในการพิจารณาจริงไหม


- SEM ได้ผลที่จะถูกมองเป็น Ads แต่ SEO ได้ผลที่จะถูกมองเป็นอันดับ Organic

เมื่อ SEM เกี่ยวข้องกับการทำ Ads ผลที่ได้ในการค้นหานั้นเมื่อผู้ค้นหาเจอเว็บไซต์เราก็จะเห็น Label ที่บอกว่า Ads ที่เป็นการบอกให้รู้ว่าผลการค้นหานี้มีที่มาจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา ในขณะที่การทำ SEO เมื่อผลของเว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกจะไม่มี Label กำกับว่าเป็น Ads และผู้ค้นหาจะคิดว่าผลที่ Google เลือกสรรมาแบบธรรมชาติ (Organic) นั่นเอง ถึงแม้ว่าความจริงแล้วเบื้องหลังเว็บไซต์เหล่านั้นจะมีการจ่ายเงินทำ SEO คอยช่วยอยู่ก็ตาม


- SEM เลือกได้ว่าจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายใดๆ โดยตรง SEO ไม่สามารถเลือกได้โดยตรง

เมื่อทำ SEM นั้น ตอนสร้างแคมเปญโฆษณา เราจะสามารถกำหนดได้ว่าอยากให้ผู้ที่เห็นโฆษณาเหล่านี้เป็นใคร เพศไหน รายได้เท่าไหร่ อยู่จังหวัดไหน ช่วงอายุเท่าไหร่ เช่นนี้เป็นต้น ในขณะที่การทำ SEO นั้นจะไม่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้จำเพาะเจาะจงขนาดนั้น แต่จะเป็นการพยายามดันผลผ่านคีย์เวิร์ดที่ประเมินแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์คุณจะใช้ค้นหา


- SEM จะเห็นผลได้เร็วกว่า SEO

เพราะ SEM เป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณา ดังนั้น Google สามารถที่จะทำให้โฆษณาของเว็บไซต์เราปรากฏขึ้นในการค้นหาได้ทันที ในขณะที่การทำ SEO จะต้องใช้เวลาค่อยๆ ดันเว็บไซต์ให้มีการเลื่อนอันดับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกของอัลกอริทึ่มของกูเกิล


- SEO คือการลงทุนที่เก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว SEM ไม่สามารถหวังผลระยะยาวได้

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อข้างบนว่า SEM เป็นจ่ายเงินซื้อโฆษณาทำให้เราปรากฏอยู่ในการค้นหาของลูกค้าได้ทันที แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกจ่ายเงิน เว็บไซต์เราก็จะหายไปทันที จึงไม่ใช่การลงทุนที่สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว


ในขณะที่ SEO นั้น แม้จะได้ผลช้า และมีกระบวนที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรากฏขึ้นอย่างทันท่วงที แต่เมื่อเราสามารถติดอันดับสูงได้แล้วอย่างมั่นคง แล้วเราต้องการลดทุนในการทำ SEO ให้น้อยลงหรือหยุดทำ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันดับก็จะไม่หายไปทันที จะยังสามารถคงอยู่ได้จนกว่าจะมีคู่แข่งมาเบียดเราลงนั้นเอง


- SEO สามารถกระตุ้นให้เกิดการคลิกมากกว่า SEM

ข้อนี้ง่ายมาก ลองนึกภาพกันดูว่าถ้าเป็นคุณที่ใช้กูเกิลกำลังหาอะไรสักอย่าง คุณจะอยากคลิกเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่อยู่ในส่วนของ Ads หรือในส่วนของ Organic มากกว่า เราจะสามารถเห็นข้อมูลกราฟได้ชัดเจนเลยว่า ผลการค้นหาในส่วนของ Organic จะมีส่วนแบ่งของจำนวนคลิกมากกว่าในส่วนของ Ads เยอะมาก


โดยธรรมชาติแล้วเราจะมีความรู้สึกต่อต้านเล็กๆ กับการคลิกที่ Ads ทำให้หากเป็นไปได้ก็อยากคลิกเข้าชมเว็บที่อยู่ตรง Organic มากกว่า ซึ่งแน่นอนกว่าข้อนี้เป็นพฤติกรรมที่อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคีย์เวิร์ด เพราะบางครั้งผู้ค้นหาก็อาจจะอยากคลิกที่ Ads มากกว่าก็เป็นไปได้เช่นกัน


🔹SEO vs SEM แบบไหนเหมาะกับแบรนด์คุณมากกว่ากัน

เมื่อได้เข้าใจถึงความเหมือนและความต่างของ SEM กับ SEO กันไปแล้ว ลองมาดูกันว่าควรจะเลือกลงทุนกับ SEM หรือ SEO ดี ต้องเลือกยังไงให้เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด

- พิจารณาการแข่งขันในวงการธุรกิจของคุณ

รู้เขา รู้เรา ยังคงเป็นแนวคิดที่จำเป็นอยู่เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ก่อนจะไม่แข่งกับใครก็ต้องรู้ว่าตัวตนของคู่แข่งเราบนกูเกิลนั้นเป็นอย่างไร ซื้อ Ads ไหม แล้วเขียน Ads ยังไงอยู่ตำแหน่งไหน หรือติดหน้าหนึ่งเยอะไหม ติดด้วยคำว่าอะไรบ้าง เพื่อหาช่องว