top of page

เทคนิค Post ขายของบน Facebook ยังไงให้ปัง❗


เทคนิค Post ขายของบน Facebook ยังไงให้ปัง❗  ในยุคที่ใครๆ ก็อยากขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริม Facebook นับเป็นตัวเลือกที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่เลือกที่เปิดเพจร้านขายของบนแพลตฟอร์มนี้ เนื่องจาก Facebook มีจำนวนสมาชิกและผู้ใช้งานในประเทศไทยจำนวนหลายล้านคน และยังเป็นระบบที่ใช้งานง่ายและใช้ได้ฟรี แถมยังมีเครื่องมือที่พร้อมรองรับการเปิดร้านขายของออนไลน์โดยที่ไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย  ❗5 เทคนิคPost ขายของบน Facebook ยังไงให้ปัง❗ 1.) เลือกเวลาโพสต์ให้เหมาะสม เทคนิคขายของบน Facebook อย่างแรกคือการเลือกเวลาโพสต์ขายสินค้า ใครที่เคยลงสินค้าตามใจฉัน อยากขายเมื่อไหร่ก็โพสต์อาจจะต้องพิจารณาใหม่ เพราะจากสถิติการใช้งาน Facebook ของผู้บริโภคปีล่าสุดให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าช่วงเวลาที่โพสต์คอนเทนต์ลงบน Facebook แล้วเกิด Engagement หรือเกิดการกด Like การคอมเมนต์ และการแชร์มากที่สุดคือวันพุธ เวลา 11.00 น. และ 13.00 – 14.00 น. ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะแก่การโพสต์ในวันอื่น ๆ คือเวลา 07.00 – 17.00 น. ของทุกวัน และวันที่แย่ที่สุดคือวันอาทิตย์ หากอยากให้สินค้าของเราเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุดก็ต้องปรับเวลาการโพสต์ให้ตรงกับพฤติกรรมการเล่น Facebook ของลูกค้าด้วย  2.) ระวังคำต้องห้าม ถูกปิดการมองเห็น ปัจจุบัน Facebook มีระบบตรวจสอบคอนเทนต์ที่ไหลเวียนอยู่ในหน้า News feed มากขึ้น และทำการปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหาบางอย่างที่เข้าข่ายเป็นภัยต่อสังคม Facebook โดยตรวจจับรูปภาพและคีย์เวิร์ดบางประเภท เช่น คอนเทนต์ที่มีลักษณะโฆษณาเกินจริง หรือชวนให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะกลุ่มโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม หรือยาลดน้ำหนัก เช่น “ขาวไว” “เร่งผอม” “เห็นผล 100%” หรือคำโปรยชวนเชื่อ เช่น “รวยทางลัด” เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังมีเนื้อหาต้องห้ามอื่น ๆ ที่ร้านค้าควรหลีกเลี่ยง สามารถอ่านรายละเอียดข้อกำหนดเพิ่มเติมของ Facebook Community   3.) จัดโปรเกาะกระแสโซเชียล เทคนิคการขายของผ่าน Facebook ที่น่าสนใจมากในยุคสมัยนี้คือการขายแบบเกาะกระแสหรือ Real-time marketing คือการนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นกระแสอยู่ ณ ตอนนั้นมาโปรโมทหรือทำโปรโมชั่นให้เกี่ยวข้องกับกระแสบนโลกโซเชียล ตัวอย่างการจัดแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากคือกรณีศึกษา “เจน-นุ่น-โบว์” ที่หลายต่อหลายแบรนด์พากันจัดโปรโมชั่นล้อกับกระแสเพลงฮอตของวงซุปเปอร์วาเลนไทน์ เช่น “ใครชื่อเจน นุ่น โบว์ รับส่วนลดทันที XXX บาท เฉพาะวันนี้เท่านั้น” ซึ่งแคมเปญนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ชาวโซเชียลพากันมารับดีลส่วนลดพิเศษนี้ หรือบางคนที่ไม่ได้ชื่อ เจน-นุ่น-โบว์ ก็แชร์ภาพแคมเปญนี้ออกไปแล้วแท็กเพื่อนด้วยความรู้สึกขบขัน ซึ่งก็เหมือนเป็นการโปรโมทสินค้าให้กับแบรนด์โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเลยสักบาทเดียว  4.) ภาพถ่ายสินค้าดูดี น่าซื้อ ภาพถ่ายสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าสูงมาก เพราะการช๊อปออนไลน์ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสสินค้าจริงก่อนทำการตัดสินใจซื้อสินค้า สินค้าบางชนิดอาจมีรูปภาพสวย ๆ สำเร็จรูปที่มาจากทางผู้ผลิต ซึ่งร้านค้าสามารถนำไปใช้ได้เลย แต่การมีภาพจริงที่ถ่ายโดยร้านค้าเองก็ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของร้านค้าได้ และทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นมากกว่าร้านที่มีแต่ภาพสำเร็จรูป ดังนั้นร้านค้าควรให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปสินค้าเองในมุมต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น โดยมีการจัดฉากหลัง มีพร็อพประกอบให้ดูน่าสนใจ ใช้แสงและไฟช่วย รวมทั้งแต่งรูปภาพให้ดูสวยงามน่าใช้ และคำนึงถึงความคมชัดของภาพถ่าย นอกจากนี้ร้านค้าอาจทำคอนเทนต์แนวรีวิวสินค้าจากการใช้งานจริงด้วยก็ได้เช่นกัน  5.) ให้ข้อมูลสินค้าครบถ้วน การขายของบน Facebook นั้นต้องแข่งกับเวลามาก ๆ เพราะลูกค้าอาจเห็นสินค้าของเราบน News feed ได้ในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะกดเลื่อนผ่านไป ร้านค้าจึงควรบอกข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน เพื่อที่ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที ข้อมูลสำคัญที่ลูกค้าอยากรู้ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราคา ร้านค้าอาจคิดว่าการเปิดราคาในโพสต์ของตัวเองจะทำให้โดนตัดราคาจากร้านคู่แข่ง และคิดว่าการดึงลูกค้าให้เข้ามาคุยหลังไมค์จะช่วยปิดการขายได้ง่ายขึ้นและสามารถส่งข้อเสนออื่น ๆ ให้ลูกค้าพิจารณาเพิ่มได้เป็นราย ๆ แต่ในมุมมองของลูกค้า การปิดราคาไว้ให้สอบถามทาง Inbox อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจ เนื่องจากลูกค้าอาจคิดว่ายุ่งยาก ร้านค้าไม่จริงใจ หรือจงใจหมกเม็ดไม่ยอมบอกข้อมูลให้ครบ หรือร้านค้าตั้งราคาขายให้แต่ละคนไม่เท่ากันเป็นต้น อีกทั้งการที่ต้อง Inbox ไปถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมยังเสียเวลาลูกค้า เพราะต้องรอแอดมินตอบ ลูกค้าไม่สามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจซื้อได้ทันที และอาจทำให้ร้านค้าเสียโอกาสในการขายได้ในที่สุด  ----------------------------------------------------------------------------------- สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด  | รับสร้างแบรนด์  | รับทำการตลาดออนไลน์  | รับทำแผนการตลาดออนไลน์  | รับสร้างแบรนด์  | รับดูแล Facebook แฟนเพจ  | รับดูแล LINE OA    สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง   รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์ >> https://www.chatstickmarket.com/langran  ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้ >>https://www.chatstickmarket.com/portfolio  ------------------------------------------------------------------------------------  💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙 📱Tel : 0840104252 📱0947805680 สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์) 📨 Inbox : http://m.me/ChatStick.TH  ┏━━━━━━━━━┓ 📲 LINE: @chatstick ┗━━━━━━━━━┛ หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM  🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran  🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

เทคนิค Post ขายของบน Facebook ยังไงให้ปัง


ในยุคที่ใครๆ ก็อยากขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริม Facebook นับเป็นตัวเลือกที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่เลือกที่เปิดเพจร้านขายของบนแพลตฟอร์มนี้ เนื่องจาก Facebook มีจำนวนสมาชิกและผู้ใช้งานในประเทศไทยจำนวนหลายล้านคน และยังเป็นระบบที่ใช้งานง่ายและใช้ได้ฟรี แถมยังมีเครื่องมือที่พร้อมรองรับการเปิดร้านขายของออนไลน์โดยที่ไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย


5 เทคนิคPost ขายของบน Facebook ยังไงให้ปัง

1.) เลือกเวลาโพสต์ให้เหมาะสม

เทคนิคขายของบน Facebook อย่างแรกคือการเลือกเวลาโพสต์ขายสินค้า ใครที่เคยลงสินค้าตามใจฉัน อยากขายเมื่อไหร่ก็โพสต์อาจจะต้องพิจารณาใหม่ เพราะจากสถิติการใช้งาน Facebook ของผู้บริโภคปีล่าสุดให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าช่วงเวลาที่โพสต์คอนเทนต์ลงบน Facebook แล้วเกิด Engagement หรือเกิดการกด Like การคอมเมนต์ และการแชร์มากที่สุดคือวันพุธ เวลา 11.00 น. และ 13.00 – 14.00 น. ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะแก่การโพสต์ในวันอื่น ๆ คือเวลา 07.00 – 17.00 น. ของทุกวัน และวันที่แย่ที่สุดคือวันอาทิตย์ หากอยากให้สินค้าของเราเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุดก็ต้องปรับเวลาการโพสต์ให้ตรงกับพฤติกรรมการเล่น Facebook ของลูกค้าด้วย


2.) ระวังคำต้องห้าม ถูกปิดการมองเห็น

ปัจจุบัน Facebook มีระบบตรวจสอบคอนเทนต์ที่ไหลเวียนอยู่ในหน้า News feed มากขึ้น และทำการปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหาบางอย่างที่เข้าข่ายเป็นภัยต่อสังคม Facebook โดยตรวจจับรูปภาพและคีย์เวิร์ดบางประเภท เช่น คอนเทนต์ที่มีลักษณะโฆษณาเกินจริง หรือชวนให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะกลุ่มโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม หรือยาลดน้ำหนัก เช่น “ขาวไว” “เร่งผอม” “เห็นผล 100%” หรือคำโปรยชวนเชื่อ เช่น “รวยทางลัด” เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังมีเนื้อหาต้องห้ามอื่น ๆ ที่ร้านค้าควรหลีกเลี่ยง สามารถอ่านรายละเอียดข้อกำหนดเพิ่มเติมของ Facebook Community


3.) จัดโปรเกาะกระแสโซเชียล

เทคนิคการขายของผ่าน Facebook ที่น่าสนใจมากในยุคสมัยนี้คือการขายแบบเกาะกระแสหรือ Real-time marketing คือการนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นกระแสอยู่ ณ ตอนนั้นมาโปรโมทหรือทำโปรโมชั่นให้เกี่ยวข้องกับกระแสบนโลกโซเชียล ตัวอย่างการจัดแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากคือกรณีศึกษา “เจน-นุ่น-โบว์” ที่หลายต่อหลายแบรนด์พากันจัดโปรโมชั่นล้อกับกระแสเพลงฮอตของวงซุปเปอร์วาเลนไทน์ เช่น “ใครชื่อเจน นุ่น โบว์ รับส่วนลดทันที XXX บาท เฉพาะวันนี้เท่านั้น” ซึ่งแคมเปญนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ชาวโซเชียลพากันมารับดีลส่วนลดพิเศษนี้ หรือบางคนที่ไม่ได้ชื่อ เจน-นุ่น-โบว์ ก็แชร์ภาพแคมเปญนี้ออกไปแล้วแท็กเพื่อนด้วยความรู้สึกขบขัน ซึ่งก็เหมือนเป็นการโปรโมทสินค้าให้กับแบรนด์โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเลยสักบาทเดียว


4.) ภาพถ่ายสินค้าดูดี น่าซื้อ

ภาพถ่ายสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าสูงมาก เพราะการช๊อปออนไลน์ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสสินค้าจริงก่อนทำการตัดสินใจซื้อสินค้า สินค้าบางชนิดอาจมีรูปภาพสวย ๆ สำเร็จรูปที่มาจากทางผู้ผลิต ซึ่งร้านค้าสามารถนำไปใช้ได้เลย แต่การมีภาพจริงที่ถ่ายโดยร้านค้าเองก็ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของร้านค้าได้ และทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นมากกว่าร้านที่มีแต่ภาพสำเร็จรูป ดังนั้นร้านค้าควรให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปสินค้าเองในมุมต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น โดยมีการจัดฉากหลัง มีพร็อพประกอบให้ดูน่าสนใจ ใช้แสงและไฟช่วย รวมทั้งแต่งรูปภาพให้ดูสวยงามน่าใช้ และคำนึงถึงความคมชัดของภาพถ่าย นอกจากนี้ร้านค้าอาจทำคอนเทนต์แนวรีวิวสินค้าจากการใช้งานจริงด้วยก็ได้เช่นกัน


5.) ให้ข้อมูลสินค้าครบถ้วน

การขายของบน Facebook นั้นต้องแข่งกับเวลามาก ๆ เพราะลูกค้าอาจเห็นสินค้าของเราบน News feed ได้ในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะกดเลื่อนผ่านไป ร้านค้าจึงควรบอกข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน เพื่อที่ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที ข้อมูลสำคัญที่ลูกค้าอยากรู้ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราคา ร้านค้าอาจคิดว่าการเปิดราคาในโพสต์ของตัวเองจะทำให้โดนตัดราคาจากร้านคู่แข่ง และคิดว่าการดึงลูกค้าให้เข้ามาคุยหลังไมค์จะช่วยปิดการขายได้ง่ายขึ้นและสามารถส่งข้อเสนออื่น ๆ ให้ลูกค้าพิจารณาเพิ่มได้เป็นราย ๆ แต่ในมุมมองของลูกค้า การปิดราคาไว้ให้สอบถามทาง Inbox อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจ เนื่องจากลูกค้าอาจคิดว่ายุ่งยาก ร้านค้าไม่จริงใจ หรือจงใจหมกเม็ดไม่ยอมบอกข้อมูลให้ครบ หรือร้านค้าตั้งราคาขายให้แต่ละคนไม่เท่ากันเป็นต้น อีกทั้งการที่ต้อง Inbox ไปถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมยังเสียเวลาลูกค้า เพราะต้องรอแอดมินตอบ ลูกค้าไม่สามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจซื้อได้ทันที และอาจทำให้ร้านค้าเสียโอกาสในการขายได้ในที่สุด


-----------------------------------------------------------------------------------

สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด | รับสร้างแบรนด์ | รับทำการตลาดออนไลน์ | รับทำแผนการตลาดออนไลน์ | รับสร้างแบรนด์ | รับดูแล Facebook แฟนเพจ | รับดูแล LINE OA สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์

ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้

------------------------------------------------------------------------------------


💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙

📱Tel : 0840104252 📱0947805680

สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์)

┏━━━━━━━━━┓

📲 LINE: @chatstick

┗━━━━━━━━━┛

หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM

🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran

🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

แท็ก:

ดู 29 ครั้ง

Comments


CS_Redesign_คอนเทนต์เดิม2_2.png
CS_Redesign_คอนเทนต์เดิม3.png
Recent Posts
c24f0332fa3b87f8a304140403b893510_64100212_210625.jpg
244712625_300456528129611_2152723951836713111_n.jpg
5.png
4.png
Button Event สติกเกอร์.png
2.png
Button ChatStick Market.png
bottom of page