top of page

เปิดร้านขายอาหารสัตว์ ต้องเตรียมตัวยังไง❓


  เปิดร้านขายอาหารสัตว์ ต้องเตรียมตัวยังไง❓  ร้านขายอาหารสัตว์ หรือ เพ็ท ช็อป (Pet Shop) คือธุรกิจยอดนิยมที่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนก็ขายดีมีรายได้เสมอ แต่บอกเลยว่าหากคิดจะเปิดร้านขายอาหารสัตว์ทั้งที ก็ต้องทำการบ้านกันสักหน่อยถึงจะประสบความสำเร็จได้ และเหนือสิ่งอื่นใจเลย จะต้องมีใจรักในธุรกิจนี้จริง ๆ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการเปิดประตูสู่ธุรกิจ Pet Shop  ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นอย่างถูกต้องและเตรียมตัวเปิดร้านขายอาหารสัตว์ให้ปัง วันนี้เราก็มีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากว่าที่เจ้าของธุรกิจ Pet Shop เช่นคุณด้วย ซึ่งหัวข้อที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ สามารถแบ่งได้ 3 หัวข้อหลัก ๆ คือ  👉🏻ร้านขายอาหารสัตว์มีอะไรบ้าง? ก่อนจะเปิดร้านขายอาหารสัตว์หรือ Pet Shop เรามาดูกันดีกว่าว่ามีร้านไหนที่น่าสนใจหรือเป็นที่นิยมกันบ้าง ซึ่งหลัก ๆ แล้วก็จะแบ่งได้ดังนี้ :- - ร้านขายอาหารไก่ อาหารเป็ด - ร้านขายอาหารนก - ร้านขายอาหารหมู - ร้านขายอาหารวัว - ร้านขายอาหารปลา - ร้านขายอาหารแมวและสุนัข หรือที่เราเรียกกันว่า Pet Shop - ร้านขายอาหารกระต่าย  โดยร้านที่ขายอาหารสัตว์เหล่านี้มักจะขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ร่วมกันในร้านด้วย เพื่อจำหน่ายสินค้าครบวงจรและอำนวยความสะดวกของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ลูกค้าจะได้มาร้านเดียวจบ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้ด้วยเช่นกัน  อย่างเช่นร้านขายอาหารแมวและสุนัข ก็มักจะมีสินค้าอื่น ๆ ไว้ขายในร้านด้วย เช่น แชมพูกำจัดเห็บ หมัด, กรง, ปลอกคอ, ที่นอน, สายจูง, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ ฯลฯ ซึ่งขอบอกเลยว่าสินค้าแฟชั่นสำหรับน้องหมาน้องแมวนั้นคือ กำไรหลักของร้าน เพราะลูกค้ามักจะซื้อด้วยความชอบเป็นหลักและไม่ค่อยคิดเยอะในเรื่องของราคา เรียกว่าขอแค่น่ารักและเข้ากับสุนัขหรือแมวที่บ้านก็พร้อมจ่ายแล้ว  👉🏻ต้องใช้งบในการเปิดร้านขายอาหารสัตว์เท่าไหร่? แน่นอนว่างบในการเปิดร้านขายอาหารสัตว์ในฝันของคุณนั้นมักจะขึ้นอยู่กับขนาดของร้านและเกรดของสินค้าที่ขาย ซึ่งหากจะเริ่มเปิดร้านเล็ก ๆ ก่อน ก็ควรมีงบสัก 50,000 บาทในการเริ่มต้น แต่ถ้าจะเปิดเป็นร้านใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็จะใช้เงินลงทุนราว ๆ 100,000 – 250,000 บาท โดยจะแบ่งค่าใช้จ่ายได้คร่าว ๆ ดังนี้ :- - ค่าสต๊อกสินค้าอาหารสัตว์ 50,000 – 150,000 บาท - เงินทุนหมุนเวียน เริ่มต้นที่เดือนละ 50,000 บาท - ค่าเช่าและค่าตกแต่งร้าน 10,000 – 20,000 บาท - ค่าแรง และค่าน้ำ ค่าไฟ ราว ๆ เดือนละ 20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงาน)  เมื่อรู้งบคร่าว ๆ แล้วก็เริ่มวางแผนเตรียมตัวเปิดร้านกันได้เลย ซึ่งถ้ายังไม่มีงบก็อาจจะพิจารณามองหาเงินทุนจากธนาคารได้ถ้ายังไม่พร้อมเรื่องการเงินแต่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจจริง ๆ หรือหากต้องการแน่ใจเกี่ยวกับงบในการลงทุนมากขึ้น ก็ลองดูตัวอย่างแผนธุรกิจ Pet Shop เพื่อเป็นไอเดียเบื้องต้นได้  👉🏻เทคนิคเปิดร้านขายอาหารสัตว์ให้รุ่ง การเปิดร้านขายอาหารสัตว์หรือ Pet Shop ให้ขายดีมีกำไร จะต้องมีการเริ่มต้นที่ถูกต้องและอาศัยกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ จึงจะทวีคูณยอดขายพร้อมทำกำไรให้ร้านเติบโตต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งวันนี้เราก็รวมเทคนิคที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาแนะนำ  1. เริ่มจากขออนุญาตเปิดร้าน ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจ Pet Shop คุณจำเป็นต้องขออนุญาตเปิดร้านขายอาหารสัตว์กับกรมปศุสัตว์กับทางจังหวัดเสียก่อนโดยเฉพาะร้านขายอาหารสุนัขและแมว ส่วนร้านอาหารสัตว์ประเภทอื่น ๆ ยังไม่มีข้อบังคับให้ขออนุญาตแน่ชัด  ส่วนค่าธรรมเนียมในการขออนุญาตจะแบ่งเป็น 2 ราคาด้วยกัน คือ - ขายปลีก 100 บาท - ขายปลีกและส่ง 300 บาท  ซึ่งหากต้องการดูเอกสารล่วงหน้า สามารถดาวน์โหลดคำขออนุญาตขายอาหารสัตว์เพื่อศึกษาเอกสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย เมื่อขั้นตอนแรกเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมพร้อมไปสเต็ปต่อไปแล้ว  2. ทำเล ปัจจัยสำคัญของการเปิดร้านอาหารสัตว์และ Pet Shop ก็คือ ทำเล ซึ่งถ้าจะให้ขายดีก็ต้องเป็นทำเลที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนและมีพื้นที่จอดรถไว้คอยอำนวยความสะดวกลูกค้าด้วย เพราะแหล่งชุมชนจะมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่านไปมาตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ามีโอกาสพบเห็นง่ายและมีโอกาสในการขายมากกว่า  หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ร้านมียอดขายร้านช่องทางก็คือช่องทางการขายของออนไลน์ โดยร้านสามารถขายบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเองได้ อีกทั้งยังขายบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้การขายของออนไลน์ยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำกว่าหน้าร้านมาก เพราะฉะนั้นควรมีทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้มีช่องทางการระบายสินค้าและมีเงินเข้าร้านทุกวัน  3. หาโรงงานขายอาหารสัตว์และบริษัทจำหน่าย เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะเปิดร้านขายอาหารสัตว์อะไรและมีแผนการเลือกทำเลคร่าว ๆ แล้ว คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการเลือกโรงงานผลิตและขายอาหารสัตว์เพื่อนำมาขายต่อ ซึ่งก็มีทั้งจากต่างประเทศและในไทย ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายบริษัทมาก โดยเวลาในการติดต่อประสานงานจะอยู่ที่ 1 – 3 วัน  โดยในการสั่งซื้อก็จะต้องมียอดขั้นต่ำตามแต่ละบริษัทกำหนด ซึ่งก็ต้องพิจารณาใบเสนอราคาของแต่ละที่ จากนั้นก็คำนวณว่ามีอาหารสัตว์และสินค้าอะไรบ้างที่ต้องสั่ง ต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่ กำไรคุ้มหรือไม่ ส่วนหลักในการเลือกโรงงานและบริษัทก็มีดังนี้ :- - มีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ตัวเว็บไซต์ต้องมีข้อมูลโรงงานหรือบริษัทที่ชัดเจน ทั้งโปรไฟล์บริษัท สินค้า และช่องทางอื่น ๆ อย่างโซเชียลมีเดีย - มีช่องทางการติดต่อที่สะดวกสบาย มีเบอร์โทร อีเมล และไลฟ์แชทที่ติดต่อง่าย ไม่ยุ่งยาก - มีฝ่ายซัพพอร์ตที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเวลามีปัญหา  4. เลือกสินค้าขายในร้าน ในส่วนของการเลือกสินค้ามาขายนั้น คุณควรขายสินค้าให้ครอบคลุมมากที่สุด คือนอกจากจะขายอาหารสัตว์ที่เป็นสินค้าตัวเต็งแล้ว ก็ต้องมีสินค้ากลุ่มอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงด้วย เพราะสินค้าทั้งสองกลุ่มจะช่วยเสริมกัน ให้ร้านขายดีและทำกำไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว  เหตุผลก็คือ สินค้าที่เป็นกลุ่มอาหาร เป็นสินค้าที่ต้องมีและลูกค้าต้องซื้อเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า เพราะอาหารสัตว์มีวันหมดอายุและเน่าเสียได้  ส่วนสินค้าประเภทอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เช่น ชามอาหาร, กระเป๋า, ปลอกคอ, ของเล่น ฯลฯ เป็นสินค้าที่ลูกค้ามักจะซื้อด้วยความพอใจแบบไม่ได้ตั้งตัวและทำกำไรได้ค่อนข้างดี โดยข้อดีของสินค้ากลุ่มนี้คือไม่มีวันหมดอายุ ทำให้เก็บสต๊อกไว้ขายได้นาน แต่ยังไงคุณก็คงไม่อยากให้มีสต๊อกคงค้างหรอก จริงมั้ย?  5. ลงมือทำ เปิดร้านขาย มาถึงขั้นตอนเปิดร้านขายอาหารสัตว์และ Pet Shop กันแล้ว ซึ่งเคล็ดลับในขั้นตอนนี้เราจะแบ่งเป็น 2 หัวข้อหลัก ๆ ด้วยกันคือ  - ตกแต่งร้านให้โดนใจลูกค้า คือต้องจัดบรรยากาศในร้านให้สะอาดสะอ้าน จัดของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็จัดสินค้าให้แน่นเต็มชั้นวางสินค้า ลูกค้าจะได้เห็นว่าร้านของคุณมีสินค้าเยอะและครบตามต้องการ  - แสงไฟต้องได้ สำหรับไฟที่ควรใช้ในร้านขายอาหารสัตว์และ Pet Shop ควรเป็นแสงไฟที่สว่างและเป็นแสงไฟเดย์ไลท์ เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าได้ชัดเจนและซื้อสินค้าสะดวกมากที่สุด  - ใช้ตัวช่วยในการทำร้าน ตัวช่วยในการทำงานในข้อนี้ไม่ใช่เพียงแค่พนักงาน แต่รวมถึงโปรแกรมนับสต๊อก การทำบัญชี และข้อสำคัญอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ทำร้านขายอาหารสัตว์เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งปัจจุบันร้านขายอาหารสัตว์แค่เลือกใช้ระบบ POS ระบบเดียวก็ทำได้ครบทั้งซื้อขายสินค้า, CRM, นับ-จัดสต๊อกสินค้า, บริหารพนักงาน, รายงานยอดขาย, ทำโปรโมชั่น ฯลฯ ระบบนี้เป็นโปรแกรมขายหน้าร้านที่ได้รับความนิยมในหมู่เจ้าของธุรกิจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะแค่มีระบบเดียวก็ดูแลร้านได้รอบด้าน  6. ลงทุนโปรโมทร้าน การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยทีมงานและตัวช่วยที่ดีเท่านั้น แต่คุณต้องคิดต่างและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าด้วย ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยโต้ตอบกับลูกค้า แล้วก็ต้องมีคอนเทนต์ดี ๆ บนเพจเฟสบุ๊คและไอจีของร้านด้วย  โดยคอนเทนต์ที่ว่าเป็นได้ทั้งคอนเทนต์แนวให้ความรู้ เกมสนุก ๆ หรือแม้กระทั่งโพสต์ขายสินค้าเองวิธีนี้จะช่วยโปรโมทให้ร้านมีตัวตนในสายตาลูกค้าและสร้าง Engagement โซเชียลมีเดีลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  👉🏻ขั้นตอน การเริ่มเปิดร้าน pet shop เราอาจคุ้นเคยว่า petshop ก็คือบริการอาบน้ำ ตัดขน ซึ่งความเป็นจริงคำว่า petshop อาจหมายถึงบริการที่ครบวงจรแต่ถ้าไม่พร้อมจริงๆ จะเลือกทำเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งมีรูปแบบให้เลือกเช่น  1.ขายเฉพาะอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เช่น แชมพู ปลอกคอ สายจูง กรง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าแฟชั่น ลูกค้าจะซื้อด้วยความพอใจและไม่ค่อยเกี่ยงเรื่องราคา ใครที่มีประสบการณ์ทำร้าน petshop มาก่อนจะรู้ว่านี่คือส่วนที่ทำกำไรได้ดีที่สุด  2.ขายอาหารสัตว์ ทั้งอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารสด กำไรในส่วนนี้ไม่ค่อยมาก เป็นสินค้าประเภทมาเร็วไปเร็วต้องหมุนเวียนสินค้าให้ดี อย่าค้างนาน เพราะจะทำให้ทุนจม ส่วนใหญ่เป็นการรับสินค้าจากเซลล์มาจำหน่ายหรือจากบริษัทโดยตรง ที่บางครั้งอาจมีการจัดโปรมาเพื่อกระตุ้นการขายให้มากขึ้น  3.ขายพันธุ์สัตว์ ทั้งแบบซื้อขาดและฝากขาย สินค้าอื่นอาจมีต้นทุนเพิ่มเป็นค่าดอกเบี้ยหรือค่าเสียโอกาส แต่สัตว์นั้นมีค่าอาหาร ค่าดูแล ค่าเสื่อมสภาพเจ็บป่วย เรียกว่ายิ่งอยู่กับเรานานต้นทุนยิ่งเพิ่มวิธีที่ดีที่สุดคือฝากขาย โดยกำหนดแบ่งราคาขายกันเมื่อขายได้ เช่น 30 % หรือ 50 % แล้วแต่ความยากง่ายของการขาย แต่ถ้าขายไม่ได้อาจต้องขอเก็บค่าเลี้ยงดู เช่น 15 % ของราคาขาย เป็นต้น  4.เสริมสวยตัดแต่งทรงขน (grooming) เป็นงานที่เสริมความงามให้สัตว์เลี้ยงสำหรับเจ้าของที่รักความสวยงาม และให้ความสะอาดกับสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ สัตว์เลี้ยงที่นิยมมาเสริมสวยกันมากก็ ได้แก่ สุนัข รองลงมาก็เป็น แมว หนู กระต่าย ตามลำดับ ค่าบริการตกตัวละประมาณ 250-300 บาท รายได้โดยเฉลี่ยเฉพาะบริการนี้จะได้วันละ 1,200 บาท ขึ้นอยู่กับทำเล และความชำนาญของช่าง  ----------------------------------------------------------------------------------- สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด  | รับสร้างแบรนด์  | รับทำการตลาดออนไลน์  | รับทำแผนการตลาดออนไลน์  | รับสร้างแบรนด์  | รับดูแล Facebook แฟนเพจ  | รับดูแล LINE OA    สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง   รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์ >> https://www.chatstickmarket.com/langran  ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้ >> https://www.chatstickmarket.com/portfolio  ------------------------------------------------------------------------------------  💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙 📱Tel : 0840104252 📱0947805680 สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์) 📨 Inbox : http://m.me/ChatStick.TH  ┏━━━━━━━━━┓ 📲 LINE: @chatstick ┗━━━━━━━━━┛ หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM  🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran  🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

เปิดร้านขายอาหารสัตว์ ต้องเตรียมตัวยังไง❓


ร้านขายอาหารสัตว์ หรือ เพ็ท ช็อป (Pet Shop) คือธุรกิจยอดนิยมที่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนก็ขายดีมีรายได้เสมอ แต่บอกเลยว่าหากคิดจะเปิดร้านขายอาหารสัตว์ทั้งที ก็ต้องทำการบ้านกันสักหน่อยถึงจะประสบความสำเร็จได้ และเหนือสิ่งอื่นใจเลย จะต้องมีใจรักในธุรกิจนี้จริง ๆ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการเปิดประตูสู่ธุรกิจ Pet Shop


ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นอย่างถูกต้องและเตรียมตัวเปิดร้านขายอาหารสัตว์ให้ปัง วันนี้เราก็มีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากว่าที่เจ้าของธุรกิจ Pet Shop เช่นคุณด้วย ซึ่งหัวข้อที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ สามารถแบ่งได้ 3 หัวข้อหลัก ๆ คือ


👉🏻ร้านขายอาหารสัตว์มีอะไรบ้าง?

ก่อนจะเปิดร้านขายอาหารสัตว์หรือ Pet Shop เรามาดูกันดีกว่าว่ามีร้านไหนที่น่าสนใจหรือเป็นที่นิยมกันบ้าง ซึ่งหลัก ๆ แล้วก็จะแบ่งได้ดังนี้ :-

- ร้านขายอาหารไก่ อาหารเป็ด

- ร้านขายอาหารนก

- ร้านขายอาหารหมู

- ร้านขายอาหารวัว

- ร้านขายอาหารปลา

- ร้านขายอาหารแมวและสุนัข หรือที่เราเรียกกันว่า Pet Shop

- ร้านขายอาหารกระต่าย


โดยร้านที่ขายอาหารสัตว์เหล่านี้มักจะขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ร่วมกันในร้านด้วย เพื่อจำหน่ายสินค้าครบวงจรและอำนวยความสะดวกของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ลูกค้าจะได้มาร้านเดียวจบ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้ด้วยเช่นกัน


อย่างเช่นร้านขายอาหารแมวและสุนัข ก็มักจะมีสินค้าอื่น ๆ ไว้ขายในร้านด้วย เช่น แชมพูกำจัดเห็บ หมัด, กรง, ปลอกคอ, ที่นอน, สายจูง, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ ฯลฯ ซึ่งขอบอกเลยว่าสินค้าแฟชั่นสำหรับน้องหมาน้องแมวนั้นคือ กำไรหลักของร้าน เพราะลูกค้ามักจะซื้อด้วยความชอบเป็นหลักและไม่ค่อยคิดเยอะในเรื่องของราคา เรียกว่าขอแค่น่ารักและเข้ากับสุนัขหรือแมวที่บ้านก็พร้อมจ่ายแล้ว


👉🏻ต้องใช้งบในการเปิดร้านขายอาหารสัตว์เท่าไหร่?

แน่นอนว่างบในการเปิดร้านขายอาหารสัตว์ในฝันของคุณนั้นมักจะขึ้นอยู่กับขนาดของร้านและเกรดของสินค้าที่ขาย ซึ่งหากจะเริ่มเปิดร้านเล็ก ๆ ก่อน ก็ควรมีงบสัก 50,000 บาทในการเริ่มต้น แต่ถ้าจะเปิดเป็นร้านใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็จะใช้เงินลงทุนราว ๆ 100,000 – 250,000 บาท โดยจะแบ่งค่าใช้จ่ายได้คร่าว ๆ ดังนี้ :-

- ค่าสต๊อกสินค้าอาหารสัตว์ 50,000 – 150,000 บาท

- เงินทุนหมุนเวียน เริ่มต้นที่เดือนละ 50,000 บาท

- ค่าเช่าและค่าตกแต่งร้าน 10,000 – 20,000 บาท

- ค่าแรง และค่าน้ำ ค่าไฟ ราว ๆ เดือนละ 20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงาน)


เมื่อรู้งบคร่าว ๆ แล้วก็เริ่มวางแผนเตรียมตัวเปิดร้านกันได้เลย ซึ่งถ้ายังไม่มีงบก็อาจจะพิจารณามองหาเงินทุนจากธนาคารได้ถ้ายังไม่พร้อมเรื่องการเงินแต่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจจริง ๆ หรือหากต้องการแน่ใจเกี่ยวกับงบในการลงทุนมากขึ้น ก็ลองดูตัวอย่างแผนธุรกิจ Pet Shop เพื่อเป็นไอเดียเบื้องต้นได้


👉🏻เทคนิคเปิดร้านขายอาหารสัตว์ให้รุ่ง

การเปิดร้านขายอาหารสัตว์หรือ Pet Shop ให้ขายดีมีกำไร จะต้องมีการเริ่มต้นที่ถูกต้องและอาศัยกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ จึงจะทวีคูณยอดขายพร้อมทำกำไรให้ร้านเติบโตต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งวันนี้เราก็รวมเทคนิคที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาแนะนำ


1. เริ่มจากขออนุญาตเปิดร้าน

ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจ Pet Shop คุณจำเป็นต้องขออนุญาตเปิดร้านขายอาหารสัตว์กับกรมปศุสัตว์กับทางจังหวัดเสียก่อนโดยเฉพาะร้านขายอาหารสุนัขและแมว ส่วนร้านอาหารสัตว์ประเภทอื่น ๆ ยังไม่มีข้อบังคับให้ขออนุญาตแน่ชัด


ส่วนค่าธรรมเนียมในการขออนุญาตจะแบ่งเป็น 2 ราคาด้วยกัน คือ

- ขายปลีก 100 บาท

- ขายปลีกและส่ง 300 บาท


ซึ่งหากต้องการดูเอกสารล่วงหน้า สามารถดาวน์โหลดคำขออนุญาตขายอาหารสัตว์เพื่อศึกษาเอกสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย เมื่อขั้นตอนแรกเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมพร้อมไปสเต็ปต่อไปแล้ว


2. ทำเล

ปัจจัยสำคัญของการเปิดร้านอาหารสัตว์และ Pet Shop ก็คือ ทำเล ซึ่งถ้าจะให้ขายดีก็ต้องเป็นทำเลที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนและมีพื้นที่จอดรถไว้คอยอำนวยความสะดวกลูกค้าด้วย เพราะแหล่งชุมชนจะมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่านไปมาตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ามีโอกาสพบเห็นง่ายและมีโอกาสในการขายมากกว่า


หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ร้านมียอดขายร้านช่องทางก็คือช่องทางการขายของออนไลน์ โดยร้านสามารถขายบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเองได้ อีกทั้งยังขายบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้การขายของออนไลน์ยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำกว่าหน้าร้านมาก เพราะฉะนั้นควรมีทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้มีช่องทางการระบายสินค้าและมีเงินเข้าร้านทุกวัน


3. หาโรงงานขายอาหารสัตว์และบริษัทจำหน่าย

เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะเปิดร้านขายอาหารสัตว์อะไรและมีแผนการเลือกทำเลคร่าว ๆ แล้ว คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการเลือกโรงงานผลิตและขายอาหารสัตว์เพื่อนำมาขายต่อ ซึ่งก็มีทั้งจากต่างประเทศและในไทย ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายบริษัทมาก โดยเวลาในการติดต่อประสานงานจะอยู่ที่ 1 – 3 วัน


โดยในการสั่งซื้อก็จะต้องมียอดขั้นต่ำตามแต่ละบริษัทกำหนด ซึ่งก็ต้องพิจารณาใบเสนอราคาของแต่ละที่ จากนั้นก็คำนวณว่ามีอาหารสัตว์และสินค้าอะไรบ้างที่ต้องสั่ง ต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่ กำไรคุ้มหรือไม่ ส่วนหลักในการเลือกโรงงานและบริษัทก็มีดังนี้ :-

- มีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ตัวเว็บไซต์ต้องมีข้อมูลโรงงานหรือบริษัทที่ชัดเจน ทั้งโปรไฟล์บริษัท สินค้า และช่องทางอื่น ๆ อย่างโซเชียลมีเดีย

- มีช่องทางการติดต่อที่สะดวกสบาย มีเบอร์โทร อีเมล และไลฟ์แชทที่ติดต่อง่าย ไม่ยุ่งยาก

- มีฝ่ายซัพพอร์ตที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเวลามีปัญหา


4. เลือกสินค้าขายในร้าน

ในส่วนของการเลือกสินค้ามาขายนั้น คุณควรขายสินค้าให้ครอบคลุมมากที่สุด คือนอกจากจะขายอาหารสัตว์ที่เป็นสินค้าตัวเต็งแล้ว ก็ต้องมีสินค้ากลุ่มอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงด้วย เพราะสินค้าทั้งสองกลุ่มจะช่วยเสริมกัน ให้ร้านขายดีและทำกำไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว


เหตุผลก็คือ สินค้าที่เป็นกลุ่มอาหาร เป็นสินค้าที่ต้องมีและลูกค้าต้องซื้อเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า เพราะอาหารสัตว์มีวันหมดอายุและเน่าเสียได้


ส่วนสินค้าประเภทอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เช่น ชามอาหาร, กระเป๋า, ปลอกคอ, ของเล่น ฯลฯ เป็นสินค้าที่ลูกค้ามักจะซื้อด้วยความพอใจแบบไม่ได้ตั้งตัวและทำกำไรได้ค่อนข้างดี โดยข้อดีของสินค้ากลุ่มนี้คือไม่มีวันหมดอายุ ทำให้เก็บสต๊อกไว้ขายได้นาน แต่ยังไงคุณก็คงไม่อยากให้มีสต๊อกคงค้างหรอก จริงมั้ย?


5. ลงมือทำ เปิดร้านขาย

มาถึงขั้นตอนเปิดร้านขายอาหารสัตว์และ Pet Shop กันแล้ว ซึ่งเคล็ดลับในขั้นตอนนี้เราจะแบ่งเป็น 2 หัวข้อหลัก ๆ ด้วยกันคือ


- ตกแต่งร้านให้โดนใจลูกค้า คือต้องจัดบรรยากาศในร้านให้สะอาดสะอ้าน จัดของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็จัดสินค้าให้แน่นเต็มชั้นวางสินค้า ลูกค้าจะได้เห็นว่าร้านของคุณมีสินค้าเยอะและครบตามต้องการ


- แสงไฟต้องได้ สำหรับไฟที่ควรใช้ในร้านขายอาหารสัตว์และ Pet Shop ควรเป็นแสงไฟที่สว่างและเป็นแสงไฟเดย์ไลท์ เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าได้ชัดเจนและซื้อสินค้าสะดวกมากที่สุด


- ใช้ตัวช่วยในการทำร้าน ตัวช่วยในการทำงานในข้อนี้ไม่ใช่เพียงแค่พนักงาน แต่รวมถึงโปรแกรมนับสต๊อก การทำบัญชี และข้อสำคัญอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ทำร้านขายอาหารสัตว์เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งปัจจุบันร้านขายอาหารสัตว์แค่เลือกใช้ระบบ POS ระบบเดียวก็ทำได้ครบทั้งซื้อขายสินค้า, CRM, นับ-จัดสต๊อกสินค้า, บริหารพนักงาน, รายงานยอดขาย, ทำโปรโมชั่น ฯลฯ ระบบนี้เป็นโปรแกรมขายหน้าร้านที่ได้รับความนิยมในหมู่เจ้าของธุรกิจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะแค่มีระบบเดียวก็ดูแลร้านได้รอบด้าน


6. ลงทุนโปรโมทร้าน

การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยทีมงานและตัวช่วยที่ดีเท่านั้น แต่คุณต้องคิดต่างและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าด้วย ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยโต้ตอบกับลูกค้า แล้วก็ต้องมีคอนเทนต์ดี ๆ บนเพจเฟสบุ๊คและไอจีของร้านด้วย


โดยคอนเทนต์ที่ว่าเป็นได้ทั้งคอนเทนต์แนวให้ความรู้ เกมสนุก ๆ หรือแม้กระทั่งโพสต์ขายสินค้าเองวิธีนี้จะช่วยโปรโมทให้ร้านมีตัวตนในสายตาลูกค้าและสร้าง Engagement โซเชียลมีเดีลได้อย่างมีประสิทธิภาพ


👉🏻ขั้นตอน การเริ่มเปิดร้าน pet shop

เราอาจคุ้นเคยว่า petshop ก็คือบริการอาบน้ำ ตัดขน ซึ่งความเป็นจริงคำว่า petshop อาจหมายถึงบริการที่ครบวงจรแต่ถ้าไม่พร้อมจริงๆ จะเลือกทำเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งมีรูปแบบให้เลือกเช่น


1.ขายเฉพาะอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง

เช่น แชมพู ปลอกคอ สายจูง กรง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าแฟชั่น ลูกค้าจะซื้อด้วยความพอใจและไม่ค่อยเกี่ยงเรื่องราคา ใครที่มีประสบการณ์ทำร้าน petshop มาก่อนจะรู้ว่านี่คือส่วนที่ทำกำไรได้ดีที่สุด


2.ขายอาหารสัตว์ ทั้งอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารสด

กำไรในส่วนนี้ไม่ค่อยมาก เป็นสินค้าประเภทมาเร็วไปเร็วต้องหมุนเวียนสินค้าให้ดี อย่าค้างนาน เพราะจะทำให้ทุนจม ส่วนใหญ่เป็นการรับสินค้าจากเซลล์มาจำหน่ายหรือจากบริษัทโดยตรง ที่บางครั้งอาจมีการจัดโปรมาเพื่อกระตุ้นการขายให้มากขึ้น


3.ขายพันธุ์สัตว์ ทั้งแบบซื้อขาดและฝากขาย

สินค้าอื่นอาจมีต้นทุนเพิ่มเป็นค่าดอกเบี้ยหรือค่าเสียโอกาส แต่สัตว์นั้นมีค่าอาหาร ค่าดูแล ค่าเสื่อมสภาพเจ็บป่วย เรียกว่ายิ่งอยู่กับเรานานต้นทุนยิ่งเพิ่มวิธีที่ดีที่สุดคือฝากขาย โดยกำหนดแบ่งราคาขายกันเมื่อขายได้ เช่น 30 % หรือ 50 % แล้วแต่ความยากง่ายของการขาย แต่ถ้าขายไม่ได้อาจต้องขอเก็บค่าเลี้ยงดู เช่น 15 % ของราคาขาย เป็นต้น


4.เสริมสวยตัดแต่งทรงขน (grooming)

เป็นงานที่เสริมความงามให้สัตว์เลี้ยงสำหรับเจ้าของที่รักความสวยงาม และให้ความสะอาดกับสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ สัตว์เลี้ยงที่นิยมมาเสริมสวยกันมากก็ ได้แก่ สุนัข รองลงมาก็เป็น แมว หนู กระต่าย ตามลำดับ ค่าบริการตกตัวละประมาณ 250-300 บาท รายได้โดยเฉลี่ยเฉพาะบริการนี้จะได้วันละ 1,200 บาท ขึ้นอยู่กับทำเล และความชำนาญของช่าง


-----------------------------------------------------------------------------------

สนใจบริการดูแลการตลาดออนไลน์ | ทำการตลาดออนไลน์ | ทำกราฟฟิคครบวงจร | สามารถติดต่อเราได้ตลอด | รับสร้างแบรนด์ | รับทำการตลาดออนไลน์ | รับทำแผนการตลาดออนไลน์ | รับสร้างแบรนด์ | รับดูแล Facebook แฟนเพจ | รับดูแล LINE OA สามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดบริการดูแลการตลาดออนไลน์

ตัวอย่าง ผลงานแบรนด์ต่างๆ ที่เราดูแลการตลาดออนไลน์ให้

------------------------------------------------------------------------------------


💙ปรึกษาทีมงานของเรา💙

📱Tel : 0840104252 📱0947805680

สายด่วนออฟฟิศ : 034-900-165 , 02-297-0811 (จันทร์-ศุกร์)

┏━━━━━━━━━┓

📲 LINE: @chatstick

┗━━━━━━━━━┛

หรือคลิ๊ก https://goo.gl/KuzCpM

🎉รายละเอียดที่ http://www.chatstickmarket.com/langran

🎉ชมผลงานเราได้ที่ https://www.chatstickmarket.com/portfolio

แท็ก:

ดู 118 ครั้ง
CS_Redesign_คอนเทนต์เดิม2_2.png
CS_Redesign_คอนเทนต์เดิม3.png
Recent Posts